
โอฬาร ไชยประวัติ ฟื้นเงินเอสเอ็มแอล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เคยเป็นนักการเงินมือฉมังแห่งธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน “ซาร์ด้านเศรษฐกิจ” ของประเทศไทย
โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี วันนี้เปิดตัวแบบเต็มๆ ในฐานะทีมเศรษฐกิจสีเสื้อพรรคเพื่อไทย
โอฬาร กล่าวว่า โจทย์หลักคือต้องกระจายอำนาจในการใช้งบประมาณกลางสู่ท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นตัดสินใจเองว่าจะเอาเงินนี้ไปทำอะไร ถ้าดูนโยบายกองทุนหมู่บ้าน และกองทุนเอสเอ็มแอล ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ทำให้หมู่บ้าน ชุมชนเมืองได้เงินไปทำตามที่ต้องการโดยตรง
อันที่ 2 คือ การขจัดการกินหัวคิว ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ 30% เป็น 50% เรียกว่าไอติมแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถึงหมู่บ้านเหลือนิดเดียว
“ถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ การกินหัวคิวแบบนี้จะไม่มี” โอฬาร ระบุ
ในช่วงที่โอฬารเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็อยู่ระหว่างการเดินเครื่องอัดฉีดงบประมาณเอสเอ็มแอล แต่สุดท้ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้บริหารได้เพียง 2 เดือนครึ่งเท่านั้น
โอฬาร เล่าว่า พอมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เงินเอสเอ็มแอลก็กลับไปผ่านกระบวนการของกระทรวงมหาดไทย เป็นที่มาของการกินหัวคิว และเรียกว่า “เข้มแข็ง” ไม่รู้ใครแข็งกันแน่ เพราะชาวบ้านได้เหลือนิดเดียว
เมื่อก่อนเอสเอ็มแอลส่งโดยตรงในสัดส่วน 3 แสน, 5 แสน และ 7 แสนบาท รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างนี้ นี่เป็นนโยบายนัมเบอร์วันของเรา ต้องกระจายอย่างน้อย 25% ของงบประมาณกลางสู่ท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ จะใช้อย่างไร เรามีเมนูแนะนำ โดยหมู่บ้านตัดสินใจเองว่าเอาหรือไม่ เช่น พัฒนาน้ำเพื่อชุมชน ต้องคิดเอง ทำเอง แต่ต้องคิดถึงการปลูกพืชขายในหน้าแล้งด้วย เช่น ปลูกผักราคาสูงเพราะต้องใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากภาคอีสานเหนือน้ำไม่มาก ดังนั้นผักต้องราคาดีด้วยเหมือนที่อิสราเอลทำ
เราตั้งเป้าใช้งบประมาณ 25% จากทั้งหมด 2 ล้านล้านบาท หมายถึงงบลงไป 5 แสนล้านบาท อัดฉีดผ่าน 7,700 ตำบล รวมถึงชุมชนเมือง เช่น คลองเตยด้วย โดยเราจะมีเมนูให้เขาตัดสินใจว่าจะลงทุนอะไร เมนู 140 เรื่อง ที่เคยทำแล้วมันใช้ได้ผลดี
กรณีของกองทุนหมู่บ้าน เราจะเพิ่มให้อีก 1 ล้านบาท ใครบริหารดีก็จะได้อีกหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เท่ากับว่าเมื่อเราเข้าเป็นรัฐบาลก็จะให้อีก 7.7 หมื่นล้านบาท ชาวบ้านจะนำไปลงทุนธุรกิจเขาเอง เช่น ขายแคบหมู เลี้ยงสัตว์ ปลา ค้าขาย แล้วส่วนใหญ่ได้ผลดี อาจไม่ได้ผลบ้าง 20-30% แต่ที่เหลือเงินเขางอกจาก 1 ล้าน เป็น 34 ล้าน บางแห่งที่เก่งจริงๆ จะเติมให้แห่งละ 1 ล้านบาท
การทำธุรกิจในหมู่บ้าน เช่น เลี้ยงปลา ไก่ เราจะดูแลว่าสินค้าที่เขาผลิตได้ ขาย เก็บรักษา และขนส่งในต้นทุนที่ต่ำ หรือไม่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รวมถึงไปดูเรื่องราคาว่าข้าวเปลือกขายได้ตันละ 1.5 หมื่นบาทหรือไม่ และก่อนขายซื้อปุ๋ย และบริการไถ หว่าน ในราคาที่เป็นธรรม คุณภาพดีแค่ไหน นี่คือที่มาของ “บัตรเครดิตเกษตรกร” ซึ่งเอื้อปัจจัยการผลิต ราคาเป็นธรรม ปริมาณเหมาะสม เมื่อปลูกไป 7 เดือน ข้าวออกแล้วก็เอามาขายธนาคารข้าว ตั้งโดยร่วมทุนระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับชาวนาในพื้นที่
วิธีการคือ เกษตรกรอยากขายขาดตันละ 1.5 หมื่นบาทก็ได้ เราซื้อทุกเมล็ด ทุกตัน แล้วให้สิทธิจำนำที่ 1.5 หมื่นบาท แต่อีก 34 เดือนข้างหน้า คิดว่าจะขึ้นเป็น 1.61.7 หมื่นบาท อีก 3 เดือนมีสิทธิซื้อคืน ขอถ่ายออกไปขายในตลาด ได้กำไรอีก 2,000 บาทก็ได้ เราให้สิทธิชาวนา
“ประเด็นไม่ใช่จำนำข้าวหรือประกัน ประเด็นคือให้เขาขายได้ทุกเมล็ดทุกตัน ซื้อปัจจัยเป็นธรรม ราคาประกาศล่วงหน้า เราประกาศวันนี้เลย จะได้วางแผนว่าจะผลิตกี่ไร่ วัตถุดิบใช้เท่าไหร่ จะเอื้อให้เกษตรกรชาวนาไม่ต้องกังวลว่าราคาข้าวจะวูบวาบ ปุ๋ยจะแพง” โอฬาร ระบุ
สำหรับร้านค้าปุ๋ยในอำเภอต้องจดทะเบียน มีสมาชิกคือชาวนา มี ธ.ก.ส.อำเภออยู่แล้ว 43 จังหวัดที่ปลูกข้าว ดึงคนกลุ่มนี้มาอยู่ในระบบ เหมือนกับที่เรามีบัตรเครดิต ก็มีร้านค้าให้รูดเหมือนกัน เช่น บัตรเซ็นทรัล การ์ด ก็ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารข้าวจะเชิญโรงสี ผู้ค้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลงมาร่วม แต่ห้ามถือหุ้นใหญ่ ให้ ธ.ก.ส.กับชาวนาถือหุ้นใหญ่ เมื่อผลผลิตออกมาเราซื้อทุกเมล็ด ราคา 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาท ข้าวเหนียว 1.8 หมื่นบาท ขายแล้วก็เข้าบัญชีไป ธนาคารก็หักหนี้ที่เรามีกับผู้ขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เป็นวงเงินไม่เกิน 70% ของมูลค่า ที่เหลือก็เข้ากระเป๋าชาวนา แล้วแต่ว่าใช้ต้นทุนไปเท่าไหร่ คำนวณแล้วรายได้สุทธิชาวนาเพิ่มขึ้นมาก จากปัจจุบันภาคกลางราคาตันละไม่ถึงหมื่น แต่อีก 6 เดือนจะเป็น 1.5 หมื่นบาท
อดีตรองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าราคาข้าวไม่มีวันต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เพราะธนาคารข้าวจะซื้อทั้งประเทศ ยกเว้นพ่อค้าเอกชน โรงสีเข้ามาซื้อด้วย เพราะเป็นอาชีพหลัก แต่ก็ต้องซื้อในราคา 1.5 หมื่นบาทด้วย คำนวณดูแล้วจะใช้วงเงินสินเชื่อ 1 ใน 3 ของปริมาณข้าว ไม่เกิน 10 ล้านตัน ก็ไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท แต่เป็นวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยต้นฤดู พอถึงเก็บเกี่ยวเสร็จได้คืน ยังได้กำไรอีก
โอฬาร กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะอ้างว่าราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด แล้วถามว่าราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกราคาตลาดหรือไม่ ก็ไม่ใช่ จริงๆ คือใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สร้างเสถียรภาพราคาขายปลีก แล้วทำไมจะไม่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้ราคาข้าวเปลือกกับชาวนาซึ่งเป็นคน 20% ของประเทศ และเป็นกระดูกสันหลังมาหลายร้อยปีไม่ได้
“ทำไมปล่อยให้หลังเค้าผุ ถึงเวลาแล้วจะทำให้เค้าเป็นผู้มั่งคั่งเหมือนชาวนาญี่ปุ่น” โอฬาร ระบุ
สำหรับนโยบายสนับสนุนรถคันแรกนั้น ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยอธิบายว่า เป็นการชดเชยภาระผู้ซื้อที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัวอายุ 2540 ปี เรียกว่าเป็นคนกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ต้องกู้เงินซื้อบ้าน รถยนต์ คอนโดมิเนียม หรือคนรายได้ไม่ถึงก็ซื้อมอเตอร์ไซค์คันแรก ซึ่งมีภาระภาษี
กรณีของบ้าน คือ ภาษีการโอนและดอกเบี้ยผ่อน ส่วนรถยนต์ คือ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งนโยบายของเรา คือ ชดเชยทั้ง 3 รายการ เราจะคิดทุกอย่างรวมกันและคืนให้ผู้ซื้อ คืนให้ต่อเนื่องทุกปีตลอดระยะเวลาการใช้บ้านและรถคันนั้น
โดยจะขีดเส้นราคาบ้านสูงสุดไว้ไม่เกิน 4 ล้านบาท รถยนต์ไม่เกินคันละ 5 แสนบาท ส่วนมอเตอร์ไซค์อาจจะ 57 หมื่นบาทแล้วแต่ อย่างไรก็ดี เราไม่ได้ห้ามให้คนซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท หรือซื้อรถ 7 แสนบาทก็ได้ แต่หักได้ไม่เกินที่เรากำหนด วิธีการโดยละเอียดจะออกมา เพราะได้คำนวณไว้หมดแล้ว เงินหายไปเท่าไหร่ รถยนต์ บ้าน ขายดีขึ้นกี่คัน สุดท้ายรัฐบาลจะได้รายได้กลับคืนมา
โอฬาร กล่าวว่า การชดเชยให้ผู้ซื้อจะทยอยคืน เช่น รถยนต์จะคืนให้ช่วง 5 ปีที่รถมีอายุใช้งาน ส่วนบ้านอาจจะคืนได้ 20 ปี เพราะอายุใช้งานบ้าน 20 ปี เราคิดย้อนกลับมาและมีสูตรในการคิดภาษีให้ มั่นใจว่าผู้ซื้อจะได้เงินสดกลับมาเป็นกอบเป็นกำ
“ส่วนดอกเบี้ยแบงก์ลูกค้าจะจ่ายตามปกติ โดยเราคิดเป็นสูตรกลางแล้วคืนให้ เราคิดว่าคนส่วนใหญ่กู้ ส่วนน้อยซื้อรถเอง แต่ส่วนใหญ่คนชั้นกลางกู้เงินซื้อบ้าน จะมีการกำหนดเงื่อนไขให้เหมาะสม
“อย่างของรัฐบาลนี้บอกว่ากู้บ้านฟรี ดอกเบี้ย 0% 2 ปีแรก หลังจากนั้นไม่รู้คิดเท่าไหร่ ผมเป็นนายแบงก์มา ผมรู้ มันเป็นกิมมิก ไปบวกเอาหลังจาก 2 ปีแรกไปแล้ว แบงก์ไม่ได้เสียอะไร ยังไงแบงก์ก็ได้คืนหมด” โอฬาร ระบุ
นอกจากนั้น พรรคเพื่อไทยยังจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% และปีต่อไปเหลือ 20% เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เพราะเราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และผู้จบปริญญาตรีขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ธุรกิจก็มีรายจ่ายมากขึ้น แต่เราช่วยสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานและลดภาษีให้ คำนวณแล้วธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้น
ส่วนตัวได้นำตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 100 บริษัท มาศึกษาดูแล้วเป็นรายบริษัท พบความสามารถแข่งขันดีขึ้น เหตุผลหลักคือต้องลดภาษีให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ประมาณ 20% เพราะเราต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้านอาเซียนก่อน ต่อไปก็แข่งขันระดับโลก
โอฬาร เชื่อว่าเมื่อคำนวณสุทธิแล้วรายได้จากคนรากหญ้าและคนชั้นกลางดีขึ้น เป็นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ไม่ต้องรอ 10-20 ปี แต่ทำทันทีปีหน้า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง







