
เอกชนกร้าว หยุดจ่ายใต้โต๊ะ ส่งสัญญาณรัฐบาลใหม่เลิกคอร์รัปชัน
หลังจากสภาหอการค้าไทยได้ตั้งคณะทำงานป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน โดยมีนายเฟอร์ดินานด์ กลูลา วอน เดอ ลูว (นันดอร์)
หลังจากสภาหอการค้าไทยได้ตั้งคณะทำงานป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน โดยมีนายเฟอร์ดินานด์ กลูลา วอน เดอ ลูว (นันดอร์)
รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานคณะทำงาน เมื่อปีที่แล้ว
ปรากฏว่า สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเราก็ยังคงเลวร้ายลงไม่หยุดหย่อน อัตราการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือส่วยต่อภาครัฐ หรือผู้มีอำนาจอนุมัติงาน หรือสิทธิในโครงการต่างๆ ยังมีมากถึง 50% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ว่า สถานการณ์เวลานี้ย่ำแย่ลงเมื่อเทียบกับในช่วง 20-30 ปีที่แล้ว มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ 2-3% และเพิ่มมาเป็น 30-40% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
การกระทำที่ว่า ถือเป็นการปล้นชาติ เพราะงบประมาณทุกบาทที่ควรนำมาพัฒนาประเทศ ถูกโกงกินจากโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ที่น่าตกใจคือค่านิยมของคนไทยปัจจุบันกลับมองการโกงกินเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ อันตรายมากกว่าการคอร์รัปชัน ถ้าปล่อยไว้อนาคตประเทศไทยคงล่มสลาย
องค์กรภาคเอกชนถือว่าการคอร์รัปชันเป็นปัญหาระดับชาติ จึงได้ร่วมมือกัน 21 องค์กรไทย เช่น สภาหอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ สมาคมธนาคาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เป็นภาคีเครือข่ายการป้องกันและต่อต้านคอร์รัปชัน และในวันที่ 1 มิ.ย. จะประกาศจุดยืนของภาคเอกชนทุกคนที่อยู่ในภาคียุติการให้ เพราะการคอร์รัปชันมีทั้งผู้ให้และผู้รับ
เมื่อผู้ให้ยุติการให้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การคอร์รัปชันทำได้ยากมากขึ้น และอยากให้คนไทยทุกคนร่วมมือในการสอดส่อง เพราะหากจะหวังพึ่งกฎหมายและองค์กร เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจไม่ทันการณ์ เห็นได้จากการคอร์รัปชันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวันนี้
พร้อมกันนี้ ยังเป็นจังหวะดีเพราะจะมีการจัดสัมมนา “ต่อต้านคอร์รัปชัน จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งอยู่ในช่วงขั้นตอนของการเลือกตั้ง ที่จะได้รัฐบาลใหม่ในอีกไม่นานนี้ ถือเป็นการเตือนนักการเมืองที่จะมาเป็นผู้แทนประชาชนให้หยุดพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเอกชนจะเป็นผู้หยุดให้เช่นเดียวกัน
ขณะที่ นายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การคอร์รัปชันในปัจจุบัน เป็นเชื้อโรคร้ายทำลายขีดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หากมีเอกชนที่นำความได้เปรียบที่ไม่ใช่ศักยภาพจริงๆ มาแข่งขัน ธุรกิจดีจะอยู่ไม่ได้ และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดย ส.อ.ท.พยายามสร้างคุณภาพองค์กรให้ซื่อสัตย์ทั้งด้านบุคลากร สินค้า และผู้บริโภค
ด้าน นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การคอร์รัปชั่นในภาคธนาคารมีทั้งการทุจริตภายในธนาคาร และธุรกิจที่มาติดต่อ
การแก้ไขปัญหาในองค์กรจึงได้มีการตั้งชมรมต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นมาและจัดทำคู่มือและวิธีการตรวจสอบภายในธนาคารด้วยกันเอง ส่วนการทุจริตภายนอก ธนาคารจะมีบทบาทในการสอดส่องและส่งข้อมูลทางการเงินที่ผิดปกติแก่ราชการ และ ป.ป.ช. หากมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีความเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ เช่น มีเงินเข้าออกบัญชีเดือนละ 2-3 แสน แต่เพิ่มเป็น 10-20 ล้านบาท ถือว่ามีความผิดปกติ
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เรื่องตลาดทุนมีการคอร์รัปชันน้อยมาก เพราะมีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ตรวจสอบ แต่การคอร์รัปชันได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมให้กับประเทศไทยมากกว่า เพราะหากภาพลักษณ์ประเทศไม่ดี โอกาสที่ตลาดทุนจะเติบโตก็เป็นไปได้ยาก ควรจัดเป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เคยมีการสำรวจความคิดเห็นนักธุรกิจไทย 1,200 ราย เพื่อทำดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย พบว่า มูลค่าการทุจริตคอร์รัปชันที่สร้างความเสียหาย เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ ส่วนใหญ่เห็นว่ามีสัดส่วน 25-30% ของงบประมาณ หรือคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียจากการทุจริตคอร์รัปชัน 1.69-2.02 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.6-2% ต่อจีดีพี
ปัจจุบันไทยถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่มีคอร์รัปชันติดอันดับ 78 ของโลก จาก 178 ประเทศ และติดอันดับที่ 14 ใน 33 ประเทศของเอเชีย







