
อบจ.-อบต.ปัตตานีเปิดรับอุตฯเหล็ก
รอเสนอรัฐบาลใหม่อนุมัติใช้พื้นที่ปัตตานีลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำ
รอเสนอรัฐบาลใหม่อนุมัติใช้พื้นที่ปัตตานีลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำ
นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท เจเอฟอี สตีล 1 ใน 4 ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สนใจเข้ามาลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในไทย ได้เข้ามาสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว
สถาบันแจ้งว่าต้องรอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องโครงการ และได้นำเสนอพื้นที่ จ.ปัตตานี ให้เป็นทางเลือกของเจเอฟอี โดยเจเอฟอีรับทราบและจะนำเรื่องกลับไปหารือเพื่อให้คำตอบอีกครั้ง
ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปัตตานี ได้เสนอพื้นที่เข้ามา แต่ข้อเท็จจริงต้องเข้าไปสำรวจว่าชาวบ้านจริงๆ สนับสนุนมากน้อยเพียงใด
** อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่าโครงการเหล็กต้นน้ำมีความต้องการพื้นที่ใกล้ทะเลขนาด 5,000-6,000 ไร่ มีท่าเรือขนส่งระวางน้ำลึกไม่ต่ำกว่า 20 เมตร และต้องการปริมาณน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมถึง 1 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจากความพร้อมในเชิงกายภาพของจังหวัดปัตตานี จะทำให้รัฐบาลสามารถลดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคต่างๆ ลงได้ จากที่เคยประเมินว่ากรอบการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในประเทศจะต้องใช้เม็ดเงินราว 6 หมื่น 1 แสนล้านบาท
** “หากการลงทุนเหล็กต้นน้ำไปอยู่ที่ปัตตานีสำคัญคนในพื้นที่ต้องสนับสนุน และจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยที่ดี และอาจต้องให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูงแก่นักลงทุนจากนั้นผู้ลงทุนจะต้องเข้าไปประสานและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพื่อวางแผนการลงทุนกลับมาเสนอรัฐบาลอีกครั้ง”นายวิกรม กล่าว
“เจเอฟอีมีการปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ใหม่ที่ไทย จึงมาแนะนำและได้ถือโอกาสหารือในเรื่องความคืบหน้า ซึ่งไทยเองก็ต้องแจ้งข้อเท็จจริงว่าผลการศึกษาพื้นที่คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจระดับนโยบายอีกครั้ง โดยเจเอฟอีเองยืนยันว่าไทยยังคงเป็นประเทศแรกที่จะตัดสินใจลงทุนอยู่เช่นเดียวกัน ส่วนอีก 3 รายที่เหลือ คือนิปปอน สตีล อาร์ซีลอร์ มิททอล และ บาว สตีล ก็ยังไม่แจ้งยกเลิก” นายวิกรม กล่าว
พร้อมกันนี้ บริษัท เจเอฟอี สตีล ระบุว่า ขณะนี้เป็นจังหวะที่กำลังหาจุดสมดุลที่จะต้องกลับไปประเมินตลาดใหม่อีกรอบ หลังจากเกิดกรณีแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น เพื่อประมวลภาพเศรษฐกิจโลกให้ชัดเจน จึงยังมีเวลาที่จะรอคำตอบจากไทย และยังคงมองว่าไทยมีโอกาสพัฒนาดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทยมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งยานยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์รองรับ ที่เหลือจึงเป็นการมองส่งออกในตลาดภูมิภาคที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง







