
อยากให้ลูกสำเร็จแค่เรียนเก่งอย่างเดียวไม่พอ
ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเรื่องการวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาของลูกกันแล้ว
ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเรื่องการวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาของลูกกันแล้ว
โดยได้เน้นย้ำในตอนท้ายว่า การมีวินัยทางการเงิน คือ ก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเห็นความสำเร็จของลูก
แต่ลำพังการศึกษาในระบบการศึกษาปกติซึ่งเน้นการสร้างทักษะทางการศึกษา (IQ) ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จของลูก จากตัวอย่างที่เราได้พบบ่อยๆ ว่าเด็กที่มีการศึกษาดี จบการศึกษาได้เกรดสูงๆ หลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต หรือในการทำงาน โดยเฉพาะในภาวะการทำงานที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม ต้องทำงานกับผู้อื่น ทำให้ความเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพอ หลายคนได้มีการคุยกันถึง E.Q. (Emotional Quotient) ซึ่งหมายถึงความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถทางอารมณ์ ที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข
กรมสุขภาพจิตเองก็ได้พัฒนาแนวคิดเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ที่ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ดี เก่ง และสุข
l ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
l เก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
l สุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิตและมีความสุขสงบทางใจ
สรุป
ความฉลาดทางอารมณ์ = เข้าใจตนเอง + เข้าใจผู้อื่น + แก้ไขความขัดแย้งได้
l เข้าใจตนเอง –> เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการในชีวิตของตนเอง
l เข้าใจผู้อื่น –> เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม
l แก้ไขความขัดแย้งได้ –> เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ไขจัดการให้ผ่านพ้นไปได้อย่างเหมาะสมทั้งปัญหาความเครียดในใจหรือปัญหาที่เกิดจากการขัดแย้งกับผู้อื่น
การที่เด็กจะมี E.Q. ที่ดีได้ แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ ควรที่จะได้รับการศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเองเพิ่มเติมในสิ่งที่การศึกษาปกติไม่มีให้ ด้วยการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาเพื่อการพัฒนาดังกล่าว ธนาคารเกียรตินาคิน จึงได้ร่วมกับ PacRim Future Leaders ผู้ได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการจาก Frankin Covey เจ้าของแนวคิด 7 Habits for Highly Effective People จัดอบรม “7 Habits for KK Junior” ให้กับลูกของลูกค้าธนาคารที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมต้น เมื่อวันที่ 2829 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยหลักสูตร “7 Habits for KK Junior” ดังกล่าวเป็นหลักสูตรที่พัฒนาจากหนังสือ “7 อุปนิสัยวัยรุ่น ผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” เพื่อให้เด็กๆ ได้มีการพัฒนาอุปนิสัยแห่งความสำเร็จสามารถพึ่งพาตนเองได้และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ โดยในช่วงเวลา 2 วันที่เด็กได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับ “7 อุปนิสัย” ที่เกียรตินาคิน เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอุปนิสัยที่ทำให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองได้ 3 อุปนิสัย ดังนี้
1.Be Proactive (เลือกที่จะทำ และรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ) คนที่มีนิสัย “Proactive” คือคนที่เลือกที่จะเป็น เลือกที่จะทำ คือคนที่ “รู้ตัวว่าเลือกได้” คนที่มีนิสัยแบบนี้จะมีความกระตือรือร้น เป็นคนที่ Active เป็นคนที่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร คนที่ Proactive จะไม่รอให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับตัวเขา แต่เขาจะเป็นคนทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นด้วยตัวเขาเอง เพราะเมื่อเขาเลือกที่จะเป็น เมื่อเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เขาก็จะมีความริเริ่มที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นในทันที
2.Begin with the end in Mind (เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ)
สร้างหรือวางแผน การออกแบบ และวางโครงร่างสำหรับสิ่งที่เราต้องการจะเป็นก่อน โดยคิดหลายๆ ทางเลือก และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในใจก่อน แล้วค่อยนำความคิดนั้นมาปฏิบัติให้เกิดผลตามความคิดหรือสิ่งที่เราคาดหวังไว้
3.Put First Things First (ทำสิ่งที่สำคัญก่อน) ชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง คือ คิดว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร เริ่มจากอะไรก่อน โดยตอบรับในสิ่งที่ดีและปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ดี ทุกคนมีต้นทุน คือ เวลาที่เท่ากัน 24 ชม. แต่ต่างกันในการใช้เวลาให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างไร
ถ้าเด็กๆ สามารถฝึก 3 อุปนิสัยแรกได้ ก็จะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ (Independence) และหลุดพ้นจากการพึ่งพาผู้อื่น (Dependence) เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ซึ่งทั้ง 3 นิสัยดังกล่าว เป็นการเรียนรู้การฝึกตนเอง เพื่อให้เกิดการสร้างวินัยให้ตนเอง
สำหรับอุปนิสัยที่เหลือ คือ อุปนิสัยที่สำคัญสำหรับชัยชนะในสังคม (Public Victory) ชนะใจผู้อื่น ประกอบด้วย 3 อุปนิสัย ดังนี้
4.Think WinWin (คิดแบบชนะชนะ)
5.Seek First to Understand Then to Be Understood (เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา)
6.Synergie (ผนึกพลังประสานความต่าง) เมื่อเรามีความน่าไว้วางใจและสามารถพึ่งพาตนเองได้ (Dependence) และมีการฝึกฝนอุปนิสัยที่ 46 จะนำไปสู่ความไว้วางใจระหว่างบุคคล และเกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependence) และจะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างบุคคลที่ยืนยาว การฝึกฝน โดยใช้อุปนิสัยสุดท้าย
7.Sharpen the Saw (ลับเลื่อยให้คม) สำหรับอุปนิสัยที่ 7 เป็นการฝึกฝนในการปฏิบัติอุปนิสัยทั้ง 6 อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครที่จะสามารถฝึกให้บรรลุอุปนิสัยทั้ง 7 ได้ตลอดเวลา จะมีการกลับไปกลับมาของนิสัยเสมอ เมื่อมีสิ่งเร้าจากภายนอก แต่ถ้ามีการฝึกฝนอยู่เสมอ การเบี่ยงเบนของอุปนิสัยต่อสิ่งเร้าก็จะเกิดขึ้นน้อย
ปรากฏว่าในช่วงเวลา 2 วันดังกล่าว ธนาคารเกียรตินาคินได้รับความชื่นชมจากลูกค้าที่เป็นผู้ปกครองและเด็กที่เข้าเรียนว่า เป็นกิจกรรมที่ดีเพราะเป็นการสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายของธนาคารว่า เราจะเป็น “ธนาคารเพื่อความสำเร็จของลูกค้า และประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อสังคม” สะท้อนผ่านดีเอ็นเอของธนาคารที่ว่า
“ใส่ใจ และไว้ใจได้”
หากมีข้อสงสัยหรือสนใจการวางแผนการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 026803333 หรือ [email protected]







