posttoday
กรุงศรีฯปรับโฉมครั้งใหญ่มันใจลูกค้าทั่วประเทศ

กรุงศรีฯปรับโฉมครั้งใหญ่มันใจลูกค้าทั่วประเทศ

18 พฤษภาคม 2554

นับตั้งแต่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาบรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มจีอี

นับตั้งแต่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาบรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มจีอี

โดย..ดำรงเกียรติ มาลา

สถาบันการเงินเพื่อรายย่อยชั้นนำของโลกเมื่อ 4 ปีก่อน ไปจนถึงการเข้าซื้อธุรกิจการเงินของจีอี แคปปิตอล และการซื้อหุ้นของกลุ่มเอไอจีในปีที่ผ่านมา

ส่งผลให้ขนาดและขีดความสามารถในการแข่งขันของธนาคารเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และก้าวขึ้นมาเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินให้สินเชื่อและเงินฝากใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ

โดยเฉพาะธุรกิจการเงินเพื่อลูกค้าราย ย่อย ที่มีสัดส่วนของสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 44-45% ของสินเชื่อรวม โดยสะท้อนออกมาในรูปของผลกำไรสุทธิในปี 2553 ที่สูงถึง 8,816 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32%

กรุงศรีฯปรับโฉมครั้งใหญ่มันใจลูกค้าทั่วประเทศ

 

มาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่าการเติบโตทางธุรกิจของธนาคารในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างภายในต่างๆ ของธนาคาร การลงทุนด้านสาขาและเทคโนโลยี และจุดสำคัญคือการปรับปรุงแบรนด์กรุงศรีฯ ภายใต้แนวคิด One Krungsri ซึ่งในเร็วๆ นี้ธนาคารมีแผนจะปรับเปลี่ยนชื่อของธุรกิจในเครือทั้ง 21 แห่ง โดยใส่คำว่า “กรุงศรี” เข้าไป เพื่อให้เป็นที่จดจำของลูกค้ามากขึ้น

“เชื่อในปีนี้ผู้บริโภคจะได้เห็นแบรนด์สีเหลืองในตลาดมากขึ้นอย่างแน่นอน จากแผนการปรับปรุงแบรนด์ของเราที่เริ่มทำในปีก่อน โดยในเร็วๆ นี้เราจะมีการปรับเปลี่ยนชื่อของบริษัทในเครือ ให้อยู่ภายใต้แบรนด์ “กรุงศรี” เช่น ในส่วนของ อยุธยา ฟันด์ เมนเนจเมนท์ จะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น กรุงศรี ฟันด์ เมเนจเมนท์ โดยทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน” ซีอีโอ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนการลงทุนปรับโฉมสาขาให้มีความทันสมัยเพิ่มเติมอีก 66 แห่ง เพื่อดึงดูดและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารจำนวนกว่า 8 ล้านราย พร้อมกับทุ่มเม็ดเงินพัฒนาระบบไอทีอีกกว่า 1,800 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายสัดส่วนลูกค้ารายย่อยให้เป็นไปตามเป้าที่ 50% ของสินเชื่อรวมและพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน

“ในปีที่ผ่านมาธนาคารได้ปรับปรุงสาขาไปแล้ว 51 แห่ง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคาร 36% มาจากการปรับปรุงเครือข่ายสาขา ขณะที่สัดส่วนลูกค้ารายย่อยก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 44-45% จากเป้าหมายที่ 50% นอกจากนี้ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกก็ดีขึ้น เราจึงมั่นใจว่ากลยุทธ์ One Krungsri จะช่วยสร้างความเติบโตและส่งผลให้ธนาคารมีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้” อาร์โนลด์ กล่าว

สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น ธนาคารยังคงให้ความสำคัญ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีสัดส่วนกว่าครึ่งของธนาคารเช่นกัน โดยจะเห็นได้จากการที่ธนาคารได้รับเลือกให้เป็นสถาบันการเงินหลักที่จะเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อในโครงการติดตั้งเครือข่าย 3จี ของบริษัท ทีโอที มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ร่วมกับธนาคารยูโอบี

กรุงศรีฯปรับโฉมครั้งใหญ่มันใจลูกค้าทั่วประเทศ

“แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะยังอยู่ในกระบวนตัดสินของศาล ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนหลังวันที่ 28 พ.ค.นี้ แต่การได้รับเลือกให้เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของธนาคารในตลาดอื่นๆ นอกจากธุรกิจรายย่อย”

ล่าสุด ในเดือนที่ผ่านมาธนาคารได้ขยายการให้บริการของศูนย์ธุรกิจกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้บริการที่รวดเร็วครบวงจร ตอบสนองทุกความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate Clients) ลูกค้าเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ณ จุดเดียว จากเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สามารถให้คำปรึกษาแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังได้เพิ่มจำนวนศูนย์ธุรกิจกรุงศรีอยุธยา อีก 15 แห่ง รวมเป็น 55 แห่ง ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศภายในปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดจนลดค่าใช้จ่ายและเวลาของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว

ซีอีโอ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า แม้ว่าการเติบโตของธุรกิจในปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่ต้องยอมรับว่ากฎเกณฑ์บางอย่างของภาครัฐ อาจเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจบ้าง เช่น การควบคุมการทำโปรโมชัน ธนาคารพาณิชย์ในการระดมเงินฝากที่เข้มงวด อย่างไรก็ตามธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ ธปท.อย่างเคร่งครัด

“น่าแปลกใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเบรกการทำโปรโมชั่นของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องแข่งขันกัน เช่น ในกรณีผลิตภัณฑ์ตั๋วบี/อี ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ถูกยกเลิกไป เพราะ“ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ตั๋วบี/อี เริ่มเป็นที่สนใจของผู้บริโภคมากขึ้น โดยในเดือน ก.พ.มี.ค. ตั๋วบี/อีในระบบมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นธนาคารทุกแห่งจึงต้องแข่งกันเพื่อทำการตลาด” อาร์โนลด์ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าว ระบุว่า จีอี แคปปิตอล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร มีแผนจะขายหุ้นที่ถืออยู่ในสัดส่วน 33% ออกไปนั้น อาร์โนลด์ ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันผลประกอบการของธนาคารยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากนี้ธนาคารยังคงมีแผนลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงสาขา พัฒนาระบบไอที และการรีแบรนดิงบริษัทในเครือ

ดังนั้น จึงคาดว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่น่าจะยังไม่มีแผนจะขายหุ้นในขณะนี้ อย่างไรก็ตามในอนาคตต่อจากนี้อีก 3-4 ปี ยังคงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ผู้ถือหุ้นจะมีแผนทางธุรกิจอย่างไร

“ขณะนี้มีกระแสข่าวลือออกมาเกี่ยวกับการขายหุ้นของธนาคาร ซึ่งเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะเรายังมองไม่เห็นเหตุผลที่ผู้ถือหุ้นจะขายหุ้นในมือออกไป ในเมื่อผลประกอบการของธนาคารยังดีอยู่ โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาเรามีกำไรถึง 2,800 ล้านบาท” อาร์โนลด์ ระบุ

ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้น 35.9% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 8.4% มาอยู่ที่ระดับ 9,191 ล้านบาท และยอดสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นโดยสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36,457 ล้านบาท หรือจาก 5.4% มาอยู่ที่ 5.0% ของยอดสินเชื่อรวมและมีสัดส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 89% สู่ระดับ 92%

ขณะที่สินทรัพย์รวมของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 870,410 ล้านบาท สินเชื่อรวมอยู่ที่ 658,148 ล้านบาท มีเงินฝากรวมที่ 572,270 ล้านบาท และมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับ 16.8% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ระดับ 12.1%

อาร์โนลด์ กล่าวว่า จากตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาดีเกินคาดในไตรมาสแรก จึงคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีสินเชื่อทุกกลุ่มจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและจะเติบโตได้สูงกว่าเป้าที่ 8% นอกจากนี้หากธนาคารเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจก็อาจจะมีการพิจารณาเข้าซื้อธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อขยายฐานสินเชื่อและลดต้นทุนในการดำเนินงาน

โดยในปี 2552-2553 ธนาคารได้เข้าซื้อกิจการจำนวนมาก และปี 2554 เป็นปีของการควบรวมบริหารจัดการ ฉะนั้นปีนี้รวมถึงปีต่อๆ ไป จะเป็นปีที่ธนาคารรอดูโอกาสทางธุรกิจ เพียงแต่โอกาสขณะนี้เริ่มมีน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงต้องจับตาดูปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังด้วย เช่น ปัจจัยการเมือง เพราะปีนี้เป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งและปัจจัยเงินเฟ้อ โดยหากปีนี้เงินเฟ้อเพิ่มจะกระทบนโยบายการเงิน คือดอกเบี้ยและหากดอกเบี้ยปรับขึ้นก็เป็นปัจจัยที่ต้องใส่ใจมาก หากดอกเบี้ยปรับขึ้นไปอยู่ที่ 3.25-3.5% จะไม่มีผลกระทบมาก แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงมาก ก็น่าเป็นห่วง

“ขณะนี้ตัวเลขหลายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ เมื่อดูจากผลประกอบการ จึงถือเป็นปีที่มหัศจรรย์มาก ทุกกลุ่มสินเชื่อขยายตัวได้ดี ไตรมาสแรกปีนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับที่ 2 รถใหม่ก็อยู่ในอันดับที่ 2 และรถเก่าอยู่ในอันดับที่ 1” อาร์โนลด์ กล่าว

นับจากนี้ไป การเคลื่อนไหวของธนาคารสีเหลืองแห่งนี้ภายใต้การกุมบังเหียนของ มาร์ค อาร์โนลด์ ซีอีโอตาน้ำข้าว คงจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งการปรับโครงสร้างและการแปลงโฉมธนาคารใหม่ ต้องจับตาดูว่าอาร์โนลด์จะสามารถนำพาธนาคาร กรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเป็น 1 ใน 3 ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด และอยู่ในใจของลูกค้าได้หรือไม่

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ