posttoday
เบรกการเมืองเลิกหาเยง ประชานิยมพลังงาน

เบรกการเมืองเลิกหาเยง ประชานิยมพลังงาน

16 พฤษภาคม 2554

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับนักวิชาการจากองค์กรเศรษฐกิจและพลังงาน

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับนักวิชาการจากองค์กรเศรษฐกิจและพลังงาน

โดย..ชนิกา สุขสมจิตร

จัดเสวนาหาทางออกนโยบายพลังงานให้กับประเทศ ในหัวข้อ “นโยบายราคาพลังงานของประเทศที่ยั่งยืน” เพื่อต้องการสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปยังภาครัฐในการกำหนดนโยบายและราคาพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคที่เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่าโหมนโยบายประชานิยมกันมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงนโยบายและราคาพลังงานที่เหมาะสมกับไทย ว่า ไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าน้ำมันและเชื้อเพลิงนำเข้าเพิ่มจาก 3 แสนล้านบาท เป็น 1 ล้านล้านบาท ในปี 2553

เบรกการเมืองเลิกหาเยง ประชานิยมพลังงาน

ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ผู้ใช้น้ำมันต้องการความแน่นอนของราคา ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันไว้ต่ำ โดยเฉพาะดีเซลโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนราคาไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ผลที่ตามมาคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเป็นหนี้ จนต้องลดภาษีน้ำมันทำให้รายได้ภาษีลดลงไป มีผลต่อฐานะการคลัง

นโยบายเหล่านี้นักวิชาการต่างก็ไม่เห็นด้วย เพราะทำให้เจ้าหนี้เกิดความไม่ไว้วางใจในฐานะการเงินการคลังของประเทศ หากยังมีนโยบายตรึงราคาพลังงานแบบนี้ต่อไป ก็น่าเป็นห่วงว่าไทยจะเดินไปถึงจุดนั้น

ขณะเดียวกันจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดของผู้ค้าน้ำมัน เพราะการควบคุมราคาขายปลีกเป็นการบีบค่าการตลาดน้ำมันจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็จะเหลือผู้เล่นในตลาดแค่ 2 รายใหญ่เท่านั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคเพราะไม่เกิดการแข่งขันกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตรึงราคาพลังงานจะช่วยบรรเทาอัตราเงินเฟ้อและช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองได้ แต่ก็จะทำให้เกิดการใช้อย่างไม่ประหยัด และการที่ส่วนต่างราคาห่างกันมากก็จะทำให้เกิดการลักลอบถ่ายเทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นจึงไม่ควรตรึงราคาขายปลีกน้ำมันให้ต่ำกว่าราคาในตลาดโลก หรือหากต้องการลดภาระให้กับประชาชนก็เลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น น้ำมันเขียว มีคูปองสำหรับผู้มีรายได้น้อย และควรกำหนดขนาดและช่วงเวลาของการช่วยเหลือ

ด้าน มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวไว้ว่า หากต้องการให้นโยบายพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน การอุดหนุนราคาพลังงานต้องให้น้อยที่สุด หรือไม่มีเลย เพราะไทยอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมันมาโดยตลอด เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และแนวโน้มราคาน้ำมันไม่มีโอกาสที่จะถูกลง ในทางกลับกันจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง คนไทยต้องเตรียมใจ นับจากนี้อีก 34 ปีข้างหน้าอาจเห็นราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 200-250 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้

ที่ผ่านมานโยบายพลังงานของประเทศรัฐบาลพยายามสร้างเสถียรภาพราคาโดยใช้กองทุนน้ำมันฯ และภาษีเป็นเครื่องมือ เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น สนองตอบวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวเนื่องจากการอุดหนุนราคาพลังงานทำให้โครงสร้างการใช้พลังงานบิดเบือน ต้องมีการนำเข้าน้ำมันบางชนิดมากขึ้น แต่บางชนิดต้องส่งออก รวมทั้งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันบางประเภทที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่ต้องแบกภาระแทน

ขณะนี้รัฐบาลใหม่ใครจะมายังไม่รู้ แต่เชื่อว่าคงมีการแข่งขันนโยบายด้านพลังงานกันแน่นอน ทั้งนี้ต้องติดตามว่าเมื่อสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซลในเดือน ก.ย.แล้ว จะมีใครกล้ายกเลิกตรึงราคาดีเซลหรือไม่ และถ้าราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งจะเอาเงินจากไหนมาใช้อุดหนุนราคาน้ำมัน ภาครัฐควรลดการอุดหนุนราคาพลังงานได้แล้ว และหันมาส่งเสริมการประหยัดพลังงาน เพราะหากนำเงินที่ใช้ไปตรึงราคาดีเซลที่นับรวมทั้งจากองทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิตกว่า 7 หมื่นล้านบาท นำไปทำอะไรได้อีกเยอะ เช่น ระบบขนส่งมวลชน

ดังนั้น ในส่วนความเห็นจากฝ่ายวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงินของประเทศ ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ระบุว่า วิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ราคาน้ำมันเกิดจากปริมาณความต้องการน้ำมันในโลกสูงขึ้นโดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย ต่างจากที่ผ่านมาที่เกิดจากกำลังการผลิตลดลง

มาตรการตรึงราคาดีเซล แม้จะช่วยชะลอแรงกดดันต่อต้นทุนและอัตราเงินเฟ้อ แต่ก็แลกมาด้วยภาระของกองทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิต ซึ่งทำให้ยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนักในระยะสั้น แต่หากราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้ เนื่องจากอัตราการพึ่งพาน้ำมันของไทยสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยการใช้น้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในภาคขนส่งถึง 70% แต่การพัฒนาทางด้านโลจิสติกส์ของไทยยังมีน้อย

ก่อนหน้านี้ มีหลายปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้แม้ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ในช่วงต่อไปปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ 1.ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง 2.โครงสร้างราคาการใช้พลังงานของไทยยังต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก 3.ความสามารถของภาครัฐในการตรึงราคาพลังงานมีน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งในระยะสั้นรัฐบาลจำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกยังคงแพงต่อไป และจะทยอยลดการอุดหนุนราคาในประเทศลงเพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้กลไกการปรับตัวไม่ถูกบิดเบือนและไม่เป็นภาระกับภาษีประชาชน

หากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นไป การฝืนตรึงราคาอาจทำไม่ได้ ภาษีที่ชดเชยอยู่ 5.83 บาท/ลิตร อาจไม่พอ คงต้องมีการปรับโครงสร้างราคานั้นให้กองทุนน้ำมันฯ กู้ยืมมาอุดหนุน ซึ่งในที่สุดอาจต้องปล่อยราคาดีเซลลอยตัว จะยิ่งทำให้ราคาดีเซลและราคาสินค้าอื่นๆ ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเกิดผลเสียรุนแรงกว่าการที่รัฐจะทยอยลดการอุดหนุนลงเพื่อให้ประชาชนและผู้ผลิตค่อยๆ ปรับตัว

ขณะเดียวกันการตรึงราคาน้ำมันโดยใช้ภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานลดลง 0.7% และ 0.3% แต่ถ้ามองมุมกลับ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถรับภาระได้เงินเฟ้อจะปรับขึ้นในทันทีตามอัตราดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแรงกว่าการค่อยๆปล่อยเพิ่มขึ้น โดยในระยะยาวไทยจะต้องมีแผนแม่บทการใช้พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างทางเลือกการใช้พลังงานเพื่อความมั่นคง เช่น ส่งเสริมขนส่งด้วยระบบราง การวางแผนศึกษาเพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องประสานกันในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน”

หลังจากนี้คงต้องจับตาการประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่าจะมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการนโยบายพลังงานของประเทศในมุมมองไหนบ้าง ซึ่งหวังว่าข้อเสนอแนะของบรรดากูรูด้านพลังงานและเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ น่าจะช่วยสะท้อนเป็นกระจกส่องความคิดให้มีการทบทวนนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานบ้าง เพราะหากยังฝืนเดินหน้านโยบายเหล่านี้ต่อไปจะเป็นการสร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศ และสร้างความเคยชินให้กับคนไทยจนไม่ยอมปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ท้ายสุดก็จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน