posttoday
โลกร้อนเพิ่มต้นทุน

โลกร้อนเพิ่มต้นทุน

13 พฤษภาคม 2554

หอการค้าโบ้ยใช้จ่ายโต20%อุตฯฟุ้งไม่สะเทือนรับมือได้

หอการค้าโบ้ยใช้จ่ายโต20%อุตฯฟุ้งไม่สะเทือนรับมือได้

หอการค้าไทยชี้มาตรการรีดภาษีนำเข้าลดโลกร้อนกระเทือนต้นทุนผลิตสินค้าพุ่ง 20% สวนทางกลุ่มอุตฯ ฟุ้ง รับมือสบาย

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กระแสการใช้มาตรการภาษีกับสินค้านำเข้าเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนถือเป็นการกีดกันการค้า และกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเอกชนสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบต่อภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในอนาคตหากเอกชนปรับตัวไม่ทัน

ปัจจุบัน การใช้มาตรการเกี่ยวกับโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น บางบริษัทต้องขอให้ลูกค้าที่นำเข้าสินค้าถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ โดยบริษัทนั้นจะเป็นผู้ลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อให้ผลิตสินค้าได้ตามกฎเกณฑ์ จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง สนับสนุนการรวมกลุ่ม

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ปรับตัวในเรื่องมาตรการลดโลกร้อนอยู่แล้ว โดยไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าของอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ในกระบวนการผลิตมีการตรวจสอบการใช้พลังงาน หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ตลอดแม้ในการผลิตระดับเอสเอ็มอี จึงไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างจัดทำยุทธศาสตร์การค้าของไทยใหม่ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปมาอยู่ที่ภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน หลังจากประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเกิดภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หันมารวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมากขึ้น

ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบในเรื่องวิกฤตอาหาร ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การเปลี่ยนโครงสร้างสังคมที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หากไม่มีการประเมินปัจจัยเหล่านี้และปรับยุทธศาสตร์การค้าของไทยใหม่จะทำให้พลาดโอกาสที่จะช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้

สำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์การค้าของไทยใหม่ ได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำ “โครงการศึกษาวิจัยเพื่อวางแผนกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย” เพื่อนำมาใช้รองรับการเจรจาการค้าของไทยในทุกเวที คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน ก.ค. รอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม งานเร่งด่วนที่ต้องทำต่อเนื่องด้วย คือ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ด้วยการจัดตั้งสำนักประสานงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแห่งชาติขึ้นมา เพื่อติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนการดำเนินการไปสู่เออีซี ควบคู่กับการเดินหน้าเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า และลงทุน

ปีนี้จะเน้นให้ความสำคัญกับการจัดทำตารางข้อผูกพันเปิดตลาดด้านการค้าบริการ ชุดที่ 8 ให้แล้วเสร็จ และจะเริ่มจัดทำตารางข้อผูกพันการค้าบริการ ชุดที่ 9 โดยผลักดันให้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนของอาเซียนมีผลบังคับใช้ รวมทั้งจะเร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอได้แก่ อาเซียนญี่ปุ่น อาเซียนอินเดีย ซึ่งจะต้องหารือในส่วนของบริการและการลงทุนให้แล้วเสร็จ และเริ่มเจรจาเอฟทีเอกับชิลีและสหภาพยุโรป เป็นต้น ส่วนเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2554 มีแผนที่จะเข้าร่วมการประชุมต่างๆจำนวน 118 ครั้ง ได้แก่ การประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งปีนี้จะจัดอีกครั้งในเดือนต.ค.2554 การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเดือนส.ค. การประชุมภายใต้กรอบเอเปก และการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างๆภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

นางศรีรัตน์ กล่าวด้วยว่า จะพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เข้าถึงการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรี โดยได้จัดตั้งหน่วยงานเออีซี เทรด อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ และเอสเอ็มอี ซัพพอร์ต ยูนิต ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาแนะนำแก่เอสเอ็มอี และผู้ที่สนใจทั่วไปในด้านข้อมูลการเจรจาการค้า และช่องทางการใช้ประโยชน์

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ