
Yield ปรับตัวขึ้น ในตราสารอายุคงเหลือสั้นๆ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (2–6 พ.ค. 2554)
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (2–6 พ.ค. 2554)
โดย..สมาคมตลาดตราสารหนี้ ไทย
ในสัปดาห์นี้ (3 วันทำการ) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 360,133 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 120,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 46% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 94% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 340,236 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,911 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,369 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% และ 0.4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือ รุ่น LB15DA (อายุ 4.6 ปี) LB416A (อายุ 30 ปี) และ LB17OA (อายุ 6.4 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 4,399 ล้านบาท 2,795 ล้านบาท และ 1,859 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB11523A (อายุ 14 วัน) CB11524A (อายุ 14 วัน) และ CB11602C (อายุ 30 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 99,882 ล้านบาท 80,606 ล้านบาท และ 30,466 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH119A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 405 ล้านบาท หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY206A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 198 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL132A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 110 ล้านบาท ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในตราสารช่วงอายุคงเหลือสั้นๆ แต่ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในตราสารช่วงอายุคงเหลือยาว โดยที่อัตราผลตอบแทนของตราสารที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5 Basis Point ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของตราสารที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ประมาณ 2 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%)
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงไร้ข่าวคราวและปัจจัยใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดตราสารหนี้ คงมีเพียงข่าวการเสียชีวิตของนายบิน ลาเดน ผู้นำขององค์การก่อการร้ายระดับโลก แต่ประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นมากกว่า ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ของไทย ได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน เม.ย. โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค. กว่า 4% ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เองที่มีผลทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ในช่วงอายุคงเหลือน้อยกว่า 10 ปี ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะมีผลทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกครั้ง ในการประชุมที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้
ทางด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้อีกกว่า 14,015 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก และสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องเช่นกันประมาณ 1,373 ล้านบาท







