
KTC เป็นหุ้น Turnaround ในปีนี้
KTC เป็นหุ้นที่ บล.ฟินันเซียไซรัส
KTC เป็นหุ้นที่ บล.ฟินันเซียไซรัส
โดย..จิตรา อมรธรรม
แนะนำลูกค้ามาแล้วระยะหนึ่งในฐานะที่เป็นหุ้นที่มีกำไร Turnaround ในปีนี้ สำหรับปี 2553 ที่ผ่านมาที่พลิกเป็นกำไร 224 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 395 ล้านบาท ในปี 2552 เกิดจากการโอนกลับหนี้สูญเข้ามา 800 ล้านบาท หากไม่นับรายการดังกล่าว แต่ดูจากผลการดำเนินงานหลัก ลดลง 18% จากปีก่อนหน้า เพราะรายได้ดอกเบี้ยรับทรงตัว แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางการตลาด แต่สำหรับปี 2554 นี้ เราเชื่อว่า KTC จะเป็นหุ้น Turnaround มีกำไรจากการดำเนินงานหลักเติบโต 6% ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดถึง 81% เป็น 408 ล้านบาท หรือ 1.57 บาท/หุ้น สาเหตุหลักมาจากการลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญลง ซึ่งผู้บริหารเคยกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะกลับสู่ภาวะปกติตั้งแต่ในปี 2554 เป็นต้นไป เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เดิมว่าจะเข้าสู่ระดับปกติในปี 2556 ซึ่งหมายถึงกำไรจะไม่ถูกกดดันอีกต่อไป นอกจากนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอัตราภาษีจ่ายคาดว่าจะลดลงจากปีก่อน
ทั้งนี้ ในปี 2552 และปี 2553 KTC ได้ตั้งสำรองหนี้สูญเป็นจำนวนมากตามนโยบายบัญชีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายบัญชีการตั้งสำรองหนี้สูญแบบรวมกลุ่มกับ KTB อย่างไรก็ตาม คุณภาพสินทรัพย์ของ KTC ดีขึ้นมาก การปล่อยสินเชื่อใหม่มีหนี้เสียน้อยลง และการจัดเก็บหนี้ก็ทำได้เร็วขึ้น ทำให้การตั้งสำรองหนี้สูญจะกลับสู่ภาวะปกติตั้งแต่ในปี 2554 นักวิเคราะห์ของเราจึงได้ปรับลดคาดการณ์การตั้งสำรองหนี้สูญจากเดิม 4,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.6% ของสินเชื่อรวม ลงเป็น 3,400 ล้านบาท หรือ 6.8% ของสินเชื่อรวม ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2551 ก่อนการปรับนโยบายทางบัญชี
ในส่วนของการขยายสินเชื่อนั้น ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ว่าจะเติบโต 10% เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนที่หดตัว เพราะต้องการคุมคุณภาพของพอร์ต และมีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงไตรมาส 2 ของปีก่อนด้วย เราเห็นว่าเป็นเป้าที่น่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้จ่ายผู้บริโภค ดังนั้น KTC จะกลับมาทำการตลาดเชิงรุกอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่หยุดไปในปีก่อน แม้จะหมายถึงค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่จะเพิ่มขึ้น (ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน) แต่ก็เชื่อว่าจะยังสามารถรักษาสัดส่วนค่าใช้จ่ายรวมต่อรายได้ให้อยู่ในระดับ 50% เท่ากับปีก่อนได้
การ Turnaround ของ KTC จะเริ่มต้นตั้งแต่ในไตรมาสแรกนี้ โดยนักวิเคราะห์ FSS ได้คาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มอย่างก้าวกระโดดถึง 138% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 7% จากสินเชื่อในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากสิ้นปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสินเชื่อบุคคล อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา คาดว่ากำไรจะลดลง 52% เพราะหนี้สูญรับคืนน้อยลง (รายการหนี้สูญรับคืนเกิดจากการกลับรายการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ตั้งเผื่อไปแล้วเมื่อมีการชำระหนี้ล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด) แต่หากหักรายการดังกล่าวออกไป คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลักจะเพิ่มขึ้นราว 7% จากไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เพราะค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดลดลง
แนวโน้มของกำไรในไตรมาส 2 และ 3 ในปีนี้ คาดว่าจะได้เห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (% YY) เช่นเดียวกับไตรมาสแรก นักวิเคราะห์ของ FSS ได้ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 20 บาท โดยอิง PE 13 เท่า ราคาหุ้นวันที่ 9 พ.ค. ที่ปิดที่ 17.70 บาท ปรับฐานลงมาแล้ว 11% จากจุดสูงสุดที่ 19.80 บาท และคิดเป็น PE 11.3 เท่า ไม่แพง โดยพื้นฐานแล้ว KTC จึงถือว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนตัวหนึ่งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หากดูกราฟของหุ้นเพื่อจับจังหวะในการเข้าซื้อ พบว่ายังไม่มีสัญญาณเป็นขาขึ้น เพียงแต่ถ้าประคองตัวในระดับนี้ได้ และไม่หลุดต่ำกว่า 17.50 บาท ก็พอมีโอกาสให้เก็งกำไรระยะสั้นๆ สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกที่มีแนวโน้มว่าจะออกมาดีมากได้ (น่าจะรายงานผลประกอบการไม่เกิน 18 พ.ค.) แต่หากหลุดต่ำกว่า 17.50 บาท น่าจะปรับลงได้ถึง 16 บาทต้นๆ ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจทั้งในทางเทคนิคและพื้นฐาน เพราะหมายถึง PE ที่อยู่ในระดับเพียง 10 เท่าเท่านั้น







