
น้ำมันปาล์มคืนภาวะปกติ
แนะรัฐปล่อยตามกลไกตลาดชี้เงินสะพัดเลือกตั้งดันศก.ฟื้น
แนะรัฐปล่อยตามกลไกตลาดชี้เงินสะพัดเลือกตั้งดันศก.ฟื้น
น้ำมันปาล์มกลับสู่ภาวะปกติ ค้าปลีกรายใหญ่ชูโปรโมชันขวดละ 45 บาท เผยไตรมาส 2 เงินสะพัดรับเลือกตั้ง
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่งปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์สินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวดได้กลับสู่ภาวะปกติในทุกช่องทางจำหน่ายแล้ว โดยผู้ผลิตหรือโรงงานได้นำส่งสินค้ากระจายไปยังร้านค้าปลีกต่างๆ ทั้งกลุ่มยี่ปั๊ว ซาปั๊ว และโชห่วย ทำให้ไม่เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปาล์มแบบบรรจุถุงยังได้ปรับราคามาอยู่ที่ 43 บาทต่อ กก. ขณะที่แบบบรรจุขวดยังคงจำหน่ายสินค้าที่ 47 บาทต่อขวด ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ควบคุมเพดานราคาไว้ก่อนหน้าจนถึงขณะนี้
อย่างไรก็ตาม เห็นว่าภาครัฐควรเข้ามาดูเรื่องโครงสร้างราคาสินค้าน้ำมันปาล์มให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เพราะปัจจุบันมีผลผลิตเข้ามาสู่ตลาดเป็นปกติแล้ว ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผลปาล์มขาดตลาดและกระทบยังกลุ่มสินค้าน้ำมันปาล์มเพื่อการปรุงอาหาร ส่งผลให้ราคาสินค้าต้องปรับเพิ่มขึ้น
“ขณะนี้ผลผลิตปาล์มออกมาจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง และราคาสินค้าปรับลดลงตามไปด้วย” นายสมชาย กล่าว
ปัจจุบันสมาชิกร้านค้าส่งได้จำหน่ายน้ำมันปาล์มราคาขายส่งขวดละ 45 บาท เช่นเดียวกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชัน) ราคาสินค้าน้ำมันปาล์มราคาขวดละ 45 บาทเช่นกัน ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันปาล์มปรับลดลง ภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาใหม่ให้สอดคล้องกับกลไกของตลาดและวัตถุดิบด้วย
นอกจากช่องทางการขายปลีกไปยังผู้บริโภคแล้ว ในส่วนของการใช้น้ำมันปาล์มในภาคอุตสาหกรรมรายย่อย เช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและภาคอุตสาหกรรมอาหารรายใหญ่ ที่ต้องใช้น้ำมันปาล์มเพื่อทอดอาหารต่อวันจำนวนมาก เช่น ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ ก็เริ่มมีต้นทุนลดลงจากการใช้น้ำมันปาล์มถูกลง ส่งผลให้ไม่ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเลือกปรับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค
สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดจะคึกคักขึ้นเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่มีเงินจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาท เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน ที่ตลาดรวมมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท
นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเติบโตได้ดีในปีนี้ เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น และการเลือกตั้งที่มีขึ้นในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อทั่วประเทศคึกคักมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ตลาดรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%







