
แคมเปญแบงก์รัฐอัดฉีด บ้าน 0%-ล้างหนี้รอบ 2
ในที่สุดธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ในที่สุดธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ก็ได้ฤกษ์เปิดยื่นกู้บ้านหลังแรก 0% ในวันที่ 9 พ.ค. โดยจะเปิดให้รับบัตรคิวตั้งแต่เวลา 07.00 น. และมีการตั้งโต๊ะตรวจเอกสาร ก่อนให้เริ่มยื่นเอกสารได้ตั้งแต่เวลา 08.30 น. โดยสำนักงานใหญ่ได้เตรียมบัตรคิวไว้ 1,000 ใบ และบัตรสำรองอีก 1,000 ใบ
ทั้งนี้ ธนาคารจะใช้วิธีลงข้อมูลออนไลน์ทั่วประเทศ หากครบวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ก็จะเปิดเป็นรายชื่อสำรองไว้อีก 5,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ธนาคารเป็นห่วงขณะนี้ คือ ระบบคอร์แบงกิงของธนาคารที่ยังไม่เสถียร และมีปัญหาระบบขัดข้องเป็นระยะ หากเกิดการลงบันทึกข้อมูลพร้อมกันทุกสาขา ซึ่งได้เตรียมระบบสำรอง คือ กรอกข้อมูลด้วยมือไว้แล้ว
อย่างไรก็ดี การปล่อยกู้ครั้งนี้ กรรมการผู้จัดการ ธอส.จะเน้นให้รายย่อยที่กู้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ประมาณ 70% ส่วนที่เหลือ 30% จะปล่อยกู้บ้านที่มีราคาสูงกว่า 1.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะแบ่งสัดส่วนระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 60% ต่อ 40% โดยคาดว่ากรุงเทพฯ จะเป็นบ้านที่ราคาสูงกว่า 2 ล้านบาท ขณะที่ต่างจังหวัดจะกู้ซื้อบ้านต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการนี้ประมาณ 2 หมื่นราย
ผู้ที่กู้ซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาท จะประหยัดทั้งค่าภาษีและค่าดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรกได้ถึง 1 แสนบาท ผู้ที่กู้ซื้อบ้าน 2 ล้านบาท จะประหยัดได้ 1.8 แสนบาท และกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท จะประหยัดได้ 3 แสนบาท
ฟากธนาคารรัฐอื่นๆ ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ทั้งสิ้น 6 หมื่นล้านบาทในปีนี้ แบ่งเป็นการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจระดับฐานราก 3.5 หมื่นล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 1.5 หมื่นล้านบาท จะเน้นการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ จะเน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านอีก 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ก็จะเร่งให้แล้วเสร็จทั้งหมดในปีนี้รวมกว่าแสนล้านบาท
ด้านธนาคารออมสินก็เตรียมเปิดแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 โดยจะให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.เป็นผู้ดำเนินการ และจะมีการขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ ส่วนรายละเอียดจะชี้แจงในสัปดาห์หน้า ขณะที่เปิดแก้หนี้รอบแรกได้เข้าระบบแล้ว 3.51 หมื่นล้านบาท กว่า 4.13 แสนราย
ขณะที่ผลประกอบการ 4 เดือนที่ผ่านมาของธนาคารออมสิน ทำกำไรไปแล้วทั้งสิ้น 7,500 ล้านบาท กำไรที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากการบริหารเงินลงทุน และการบริหารสภาพคล่องที่มีอยู่กว่า 3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของสินทรัพย์รวม ที่เหลืออีก 80% มาจากการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับสถานการณ์ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาการันตีแล้วว่า สินเชื่อไตรมาส 2 จะยังคงดีต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกสินเชื่อรวมธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบสูงถึง 13.4% เพิ่มจาก 11.3% เมื่อไตรมาสก่อน ส่งผลให้ระบบธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานถึง 5.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5,600 ล้านบาท หรือ 10.7% และมีกำไรสุทธิ 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,100 ล้านบาท หรือ 17.8%
ขณะที่ทองคำที่ราคาพุ่งเอาๆ หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศเม็กซิโก รัสเซีย และประเทศไทยได้ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศทยอยกว้านซื้อทองคำเข้าคลังสำรองในระหว่างเดือน ก.พ.มี.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท และเป็นการทยอยซื้อในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยกว้านซื้อทองคำเพิ่มที่ 9.4 ตัน ในเดือน มี.ค. ทำให้ทองคำในคลังสำรองของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 108.9 ตัน อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ ทองคำโลกหล่นวูบตามราคาน้ำมันถึง 50 เหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไทยลดลงทันทีบาทละ 500 บาท
หุ้นไทยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเปิดซื้อขาย 3 วันทำการ ดัชนีปรับตัวลดลง 42.71 จุด หรือ 3.91% จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาปิดที่ 1,050.85 จุด โดยการปรับตัวลดลงเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับมากังวลเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขการว่างงานออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มีแรงขายสินค้าโภคภัณฑ์ออกมามาก ทั้งทองและน้ำมันปรับตัวลดลงหนัก
สำหรับราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเกือบ 10% แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมามาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร นอกจากนี้ปัจจัยในประเทศเรื่องการยุบสภายังเป็นที่จับตา และยังสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอยู่
ภาพรวมทั้งสัปดาห์ นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นสุทธิ 5,427.02 ล้านบาท สถาบันและกองทุนในประเทศขายสุทธิ 3,032.84 ล้านบาท พอร์ตบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,633.59 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศซื้อสุทธิ 10,093.45 ล้านบาท







