
ทั่วโลกแห่ย้ายฐานเครื่องนุ่งห่มหลังค่าแรงจีนพุ่ง
ทั่วโลกแห่ย้ายฐานเครื่องนุ่งห่มกลับอาเซียน หลังค่าแรงจีนพุ่ง สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย จี้รัฐแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ความชัดเจนการขึ้นค่าแรง เสริมไทยแข่งเพื่อนบ้านได้
ทั่วโลกแห่ย้ายฐานเครื่องนุ่งห่มกลับอาเซียน หลังค่าแรงจีนพุ่ง สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย จี้รัฐแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ความชัดเจนการขึ้นค่าแรง เสริมไทยแข่งเพื่อนบ้านได้
นายทวีชัย พงษ์พันธ์เดชา เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิ้ล เอ-พลัส มาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและรับจ้างผลิตชุดชั้นในสตรี กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลจีนปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้ผู้ประกอบการทางด้านเครื่องนุ่งห่มทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นต่างวางแผนที่จะย้ายฐานการผลิตกลับมายังภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า ฝีมือแรงงานที่ดี ประเทศไทยซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตชุดชั้นใน เสื้อกีฬา และเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับการสั่งผลิตที่เพิ่มมากขึ้น และสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
“ล่าสุดผู้ประกอบการในประเทศญี่ปุ่นได้เจรจากับสมาคมฯ ว่าในปีนี้จะย้ายฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มมายังประเทศไทยและภูมิภาคนี้เป็นเม็ดเงิน 1.5 ล้านล้านเยน หรือ 50% จากมูลค่าการจ้างผลิตในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมาที่ 3 ล้านล้านเยน ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยได้ส่วนแบ่งจากเม็ดเงินดังกล่าว รัฐบาลไทยจะต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและความชัดเจนในการปรับค่าแรงขั้นต่ำ” นายทวีชัย กล่าว
สำหรับ แผนการตลาดของบริษัท ทริปเปิ้ล เอ-พลัส มาร์เก็ตติ้ง ปีนี้บริษัทได้รับลิขสิทธิ์ให้ผลิตชุดชั้นในคาแรคเตอร์ คิดตี้ ในกลุ่มของซาริโอ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย เพิ่มเติมจากการผลิตชุดชั้นในลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ของ ดีสนีย์ และ วินนี่ เดอะพูล ซึ่งแนวทางในการขยายตลาดในประเทศ เพื่อชดเชยในแง่ของกำไรจากตลาดต่างประเทศที่บริษัทไม่สามารถรับจ้างผลิตในปริมาณมาก เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน
ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตทางด้านรายได้เพียง 15% จากเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้ 20% แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 30% และตลาดต่างประเทศ 15% เนื่องจากบริษัทผลิตสินค้าไม่ทันส่งตามกำหนดจ้างผลิต เพราะแรงงานไม่เพียงพอ
“เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว บริษัทจึงจะคัดเลือกผู้จ้างผลิตที่ให้ผลกำไรตอบแทนสูง เช่น ผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าให้มีราคาสูงขึ้นส่งผลให้แม้บริษัทจะผลิตสินค้าในปริมาณที่น้อยลง แต่บริษัทยังมีผลกำไรเท่าเดิม เช่น การวางจำหน่ายชุดชั้นใน คิตตี้ที่จะจับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาท” นายทวีชัย
ส่วนแผนการตลาดของชุดชั้นใน คิดตี้ ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 40 ล้านบาท ผ่านจุดขายในห้างสรรพสินค้า 20 จุด และในปีต่อไปบริษัทจะเพิ่มจุดจำหน่ายให้ครอบคลุม โดยตลาดชุดชั้นในสตรีในประเทศไทยคาดว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต 12% จากมูลค่าตลาดราว 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมี่ยม 10%
อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าตลาดชุดชั้นในสตรีในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากผลการสำรวจพบว่าผู้หญิงไทยมีอัตราการใช้จ่ายกับชุดชั้นในเพียง 6 ชุดต่อคนต่อปี ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกันใช้จ่ายกับชุดชั้นใน 24 ชุดต่อคนต่อปี ดังนั้นหากผู้หญิงไทยมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตลาดชุดชั้นในก็สามารถเติบโตได้อีกเป็นเท่าตัว







