
ครม.เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์
ชัยวุฒิเผยครม.เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ พร้อมสั่ง 3 กระทรวง ทำรายละเอียดรถยนต์ใช้เอ็นจีวี เอทานอลเพิ่ม เสนอกลับ ครม.ภายใน 90 วัน ไม่ห่วงเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้
ชัยวุฒิเผยครม.เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ พร้อมสั่ง 3 กระทรวง ทำรายละเอียดรถยนต์ใช้เอ็นจีวี เอทานอลเพิ่ม เสนอกลับ ครม.ภายใน 90 วัน ไม่ห่วงเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 พ.ค.2554 เห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยยึดหลักการกำหนดภาษีจากประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดมลพิษ และมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมีความเห็นแย้งในเรื่องพลังงานทดแทนจึงมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงานพิจารณารายละเอียดร่วมกันในประเด็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน 2 ชนิด คือ เอทานอล และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี)
“ในที่ประชุมครม. กระทรวงพลังงานมีความเห็นแย้งในบางประเด็น โดยกระทรวงพลังงานได้สอบถามว่ารายละเอียดภาษีที่เสนอมาจะครอบคลุมรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนระดับใดบ้างและครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภทหรือไม่อย่างไร ซึ่งวาระนี้พิจารณาในช่วงเที่ยงคืนที่ผู้ร่วมประชุมเริ่มล้าและที่ประชุมเห็นว่ายังมีเวลา 2 ปี เศษ กว่าจะมีผลบังคับใช้จึงมอบหมายให้ทั้ง 3 กระทรวงกลับไปพิจารณามาเสนอ ครม.ภายใน 90 วัน” นายชัยวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ การเห็นชอบในหลักการเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายปรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ออกมาแล้ว ซึ่งไม่น่ามีปัญหาเมื่อต้องพิจารณารายละเอียด ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และกว่าที่จะมี ครม.ชุดใหม่มาทำงานต่อจาก ครม.ชุดนี้คาดว่าใช้เวลาอีก 4 เดือน แต่ถ้าไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดต่อไปจะมาพิจารณาต่อ โดยรัฐบาลชุดนี้ไม่กังวลว่าการประกาศรายละเอียดภาษีรถยนต์ใหม่จะต้องมาจากรัฐบาลปัจจุบัน แต่ถ้าการพิจารณาไม่ทันรัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลชุดใหม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิของรัฐบาลชุดใหม่
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้สอบถามความเห็นของบริษัทรถยนต์ไปหลายรอบแล้ว แต่ถ้าภาคเอกชนจะเสนอความเห็นเพิ่มเติมอีกก็ได้ในช่วงที่ทั้ง 3 กระทรวง ทำรายละเอียดภาษีของรถยนต์พลังงานทดแทนเพิ่มเติม นอกจากนี้ ครม.กำหนดให้พิจารณาการเก็บภาษีป้ายของรถยนต์ที่ใช้แอลพีจีรวมเข้ามาด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้เก็บปีละ 3.7 หมื่นบาท โดยพิจารณาจากส่วนต่างของราคาพลังงานระหว่างการใช้น้ำมันกับแอลพีจี
สำหรับเป้าหมายการการผลิตยานยนต์ในปี 2554 ยังมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดได้ 1.8 ล้านคัน ส่วนจะผลิตถึง 2 ล้านคันตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมวางไว้หรือไม่คงจะต้องติดตามสถานการณ์การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บางชนิดที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้อาจจะมีผลกระทบบ้างสำหรับรถยนต์ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นทำให้บริษัทรถยนต์ต้องลดกำลังการผลิต.







