posttoday
เปิดใจ อานนท์ ทับเที่ยง เอ็มดี ทีโอ ที่ป้ายแดง

เปิดใจ อานนท์ ทับเที่ยง เอ็มดี ทีโอ ที่ป้ายแดง

03 พฤษภาคม 2554

เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 27เม.ย.ที่ผ่านมา

เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 27เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย...นิธิ ท้วมประถม

เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 27เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ “อานนท์ ทับเที่ยง” ขึ้นมากุมบังเหียนบนเก้าอี้เบอร์ 1 และมีภารกิจที่ต้องนำพาองค์กรรัฐที่ดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีพนักงานกว่า 1 หมื่นคน ให้ฟันฝ่ามรสุมไปให้ได้

อานนท์ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เกี่ยวกับแนวคิดในการทำงานว่า “ตอนนี้ทีโอทีต้องการผู้นำที่แข็งแรง ซึ่งผมถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากในชีวิตการทำงานที่ได้รับการคัดเลือกมานั่งในตำแหน่งนี้ ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี จะเข้ามาช่วยได้ในจุดนี้ เมื่อทุกคนให้โอกาสผม ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงองค์กรโดยเร็ว และหากทีโอทีมีความเข้มแข็งก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงได้ และผมยืนยันว่าพร้อมจะคุยกับทุกคนเพื่อรับฟังปัญหา”

นอกจากนี้ จะเข้าไปพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของทีโอทีที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถหาตัวบุคคลที่รับผิดชอบงานได้ โดยอานนท์ยกตัวอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย หรือเอดีเอสแอล ของทีโอที มีสายงานรับผิดชอบถึง 4 สายงาน ทำให้ยากต่อการประเมินผล

“จะเข้าไปดูโครงสร้างองค์กรใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัด ไม่ได้หมายถึงการลดพนักงาน แต่หมายถึงเรื่องสายงาน ต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องเดียว แต่มี 4 สายงาน โทร.ไปถามใคร ก็บอกว่าเป็นหน้าที่ของอีกสายงานหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และไม่สามารถให้คุณให้โทษผู้ที่ทำงานได้มากกว่านี้”

เร่ง 3จี กำหนดกรอบ ‘เอ็มวีเอ็นโอ’ ใหม่

อานนท์ กล่าวว่า สิ่งแรกหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่ง คือ เร่งเดินหน้าโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี เพราะถือว่าเป็นธุรกิจหลักที่จะสร้างรายได้ให้กับทีโอทีในอนาคต ทดแทนรายได้จากสัญญาที่จะหมดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งล่าสุดบอร์ดทีโอทีได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้าเอสแอล คอนซัลเตียม ที่ประกอบด้วย กลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น บริษัท ล็อกซเล่ย์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี และบริษัท โนเกีย ซีเมนส์ ให้สร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี แล้ว ในวงเงิน 15,999 ล้านบาท ซึ่งไม่เกิน 2 สัปดาห์ ฝ่ายบริหารทีโอทีก็จะลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเรื่อง 3จี จะจบลงแค่การสร้างโครงข่าย 3จี ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศภายใน 1 ปีเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการกำหนดกรอบการทำตลาดบริการขายต่อบริการบนโครงข่ายเสมือน หรือเอ็มวีเอ็นโอ ที่ทีโอทีได้ว่าจ้าง บริษัท บอสตัน คอนเซ้าท์ติ้ง กรุ๊ป (บีซีจี) ให้เป็นที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบของเอกชนที่จะมาทำเอ็มวีเอ็นโอกับทีโอที เพื่อให้การทำตลาด 3จีมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และจะต้องมีการทบทวนผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอทั้ง 5 รายเดิมด้วย

สำหรับกรอบเบื้องต้นนั้น จะมีการกำหนดรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอออกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือ 1.เอ็มวีเอ็นโอในลักษณะที่เป็น Strategic Partner คือมีความร่วมมือกับทีโอทีอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงข่าย การทำตลาดและอื่นๆ 2.เอ็มวีเอ็นโอแบบปกติ ที่ทำการตลาดและมีระบบบิลลิงของตัวเอง และสุดท้ายคือ เอ็มวีเอ็นโอระดับล่าง คือ แค่ขายซิม 3จี ทีโอทีเพียงอย่างเดียว

“กรอบทั้งหมด บีซีจีจะต้องสรุปให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งรูปแบบของเอ็มวีเอ็นโอ ผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงิน จำนวนของเอ็มวีเอ็นโอ ทุกอย่างต้องเคลียร์ให้ได้ และทีโอทีจะเปิดรับเอ็มวีเอ็นโอใหม่อย่างช้าสุดในเดือน มิ.ย.นี้ทันที”

สาเหตุที่ต้องเร่งสรุปกรอบเอ็มวีเอ็นโอ เนื่องจากทีโอทีต้องให้มีการทำตลาด 3จี ไปพร้อมๆ กับการสร้างโครงข่าย โดยคาดว่าในเดือน ก.ค.นี้ ทีโอทีจะเริ่มทำตลาดโทรศัพท์ระบบ 3จี ทีโอทีอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

ฟ้อง กสทฯเอกชน ขอคืน 1.4 แสนล้าน

เปิดใจ อานนท์ ทับเที่ยง เอ็มดี ทีโอ ที่ป้ายแดง

นอกจากเดินหน้า 3จี แล้ว สิ่งที่อานนท์ บอกว่า “ต้องทำ” คือเรื่องการฟ้องบริษัท กสท โทรคมนาคม กรณีค่าเชื่อมต่อเลขหมายแบบแอกเซสชาร์จ (เอซี) มูลค่า 1.4 แสนล้านบาทโดยเร็ว เนื่องจากทำให้ทีโอทีได้รับความเสียหายและต้องสูญเสียจำนวนเงินดังกล่าว ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวจะต้องฟ้องไปถึงเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค มูลค่า 9.7 หมื่นล้านบาท บริษัท ทรูมูฟ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท บริษัท ดิจิตอลโฟน มูลค่า 2,400 ล้านบาท รวมกับของ กสทฯ อีก 4,200 ล้านบาท

“จะสั่งให้ฝ่ายกฎหมายเดินหน้าเรื่องนี้ทันที เพราะไม่อย่างนั้นก็จะถูกหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย ซึ่งการฟ้องร้องครั้งนี้ ผมยังมองว่าจะเป็นการสร้างอำนาจต่อรองให้เราไปเจรจาเรื่องอื่นๆ กับเอกชนได้”

นอกจากนี้ จะต้องเร่งหาบทสรุปในเรื่องของการแก้ไขสัญญาระหว่างทีโอที กับเอไอเอส มูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาทให้มีข้อยุติให้ได้ โดยยืนยันว่าเอไอเอสจะต้องกลับมาจ่ายส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิมก่อนมีการแก้ไขสัญญา

เปิดทางเอกชนร่วมทุน

อานนท์ บอกว่า การฟ้องร้องภาคเอกชนเกี่ยวกับข้อพิพาทต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำตามหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทีโอที ซึ่งสุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ศาลว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไร

“ผมทำตามหน้าที่ แต่จริงๆ แล้วผมพร้อมจะเจรจากับเอกชนทุกราย เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย พร้อมเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับใคร เราพร้อมจะอยู่กับทุกคน ขอแค่ว่าอย่ามารังแกเราก็พอ”

อย่างไรก็ตาม การฟ้องภาคเอกชนนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการสร้างอำนาจการต่อรองให้กับทีโอทีในการเจรจาในดีลต่างๆ เพื่อไม่ให้ทีโอทีถูกเอาเปรียบจนเกินไปทั้งนี้เขาบอกว่า การเจรจาในเรื่องของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างกรณีค่าเอซีกับเอไอเอสนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเปลี่ยนค่าเสียหายดังกล่าวเป็นหุ้น ซึ่งพร้อมที่จะพิจารณาในทุกดีลธุรกิจ

พัฒนา Fix Line – ADSL

สำหรับบริการพื้นฐานของทีโอทีนั้น อานนท์ บอกว่า ไม่ได้ละเลย และมีแผนจะพัฒนาบริการต่างๆ ให้มีคุณภาพมากขึ้น อย่างบริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือ Fix Line นั้นจะเพิ่มบริการเสริมพิเศษ หรือแอพพลิเคชันใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และดึงไม่ให้ลูกค้าเลิกใช้บริการ

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการคิดค่าบริการในรูปแบบเหมาจ่าย หรือ Tariff Package เช่น การใช้เบอร์โทรศัพท์พื้นฐานโทร.หาเบอร์มือถือ ก็จะคิดค่าบริการอัตราเดียว ไม่ได้คิดเป็นรายนาทีเหมือนปัจจุบัน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับโทรศัพท์มือถือ

ขณะที่บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย หรือ ADSL นั้น แม้ว่าทีโอทีจะเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ ด้วยจำนวนลูกค้าในมือกว่า 1 ล้านราย แต่ก็ต้องพัฒนาบริการให้ดีมากขึ้น ส่วนการทำตลาดหลังจากนี้ทีโอทีจะเจาะลึกไปในกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

“เราจะคอนเวอร์เจนซ์ บริการทุกอย่างของเราให้ไปด้วยกัน ทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน เอดีเอสแอล และบริการ 3จี ทุกอย่างต้องไปด้วยกันเพื่อให้ง่ายต่อการทำตลาดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริการของทีโอที”

พัฒนา “ทัชพอยต์”

นอกจากบริการต่างๆ ที่ทีโอทีต้องเร่งพัฒนาแล้ว สิ่งที่อานนท์จะเร่งดำเนินการคือ การพัฒนาพื้นที่สำนักงานบริการลูกค้า หรือที่อานนท์เรียกว่า ทัชพอยต์ โดยจะเร่งพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และบริการต่างๆ จะต้องเป็นระบบออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากที่สุด ที่สำคัญการร้องขอติดตั้งบริการต่างๆ ของทีโอที จะต้องสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ จะเปิดแฟรนไชส์เพื่อรับชำระค่าบริการของทีโอที เพื่อให้ทีโอทีมีจุดบริการลูกค้าได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่

“เราต้องมีจุดบริการลูกค้าในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในห้างสรรพสินค้า ชุมชน และในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในแบบสาขาเราเองและรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้เห็นสำนักงานทีโอทีได้ในทุกห้าง”

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่สำนักงานทีโอทีที่อยู่กลางใจเมืองอย่างสำนักงานทีโอที สาขาเพลินจิต และสาขาพระราม 4 ให้เป็นคอมเพล็กซ์ เพื่อหารายได้จากการให้เช่าพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงแค่สำนักงานสาขาแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปีหน้าจะได้เห็นภาพการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ