
คนไทยขนเงินลงทุนนอกน้อย
ออกต่ำกว่าเงินเกาหลีกลับมากลต.เร่งกระตุ้นกระจายพอร์ต
ออกต่ำกว่าเงินเกาหลีกลับมากลต.เร่งกระตุ้นกระจายพอร์ต
ก.ล.ต. เผยนักลงทุนแห่ลงทุนเมืองนอกไม่มากเท่ากองทุนเกาหลีใต้ ครบอายุขนเงินกลับไทย เดินหน้ากระตุ้นผู้ลงทุนกระจายลงทุนมากขึ้น
นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า นักลงทุนไทยไม่ได้มาขอวงเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากนัก แม้ว่าในช่วงนี้จะเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากก็ตาม
นอกจากนี้ ปริมาณเงินที่ไหลออกไปลงทุนนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนของกองทุนรวมที่ไปลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่ออกโดยประเทศเกาหลีใต้ที่ครบอายุการลงทุน และเงินเหล่านั้นก็กลับเข้าประเทศไทย
“การออกไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนไทยผ่านกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลมีต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และเม็ดเงินที่ไปลงทุนยังน้อยเมื่อเทียบกับกับกองทุนเกาหลีครบอายุ” นายประเวช กล่าว
สำหรับวงเงินออกไปลงทุนต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุมัติไว้มีจำนวน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล รวมถึงบุคคลทั่วไปยังออกไปลงทุนต่างประเทศไม่ถึงครึ่งหนึ่งของวงเงินดังกล่าว สิ่งที่ ก.ล.ต.ยังคงทำอย่างต่อเนื่องคือ การให้ความรู้การลงทุนแก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้มองช่องทางลงทุนใหม่ๆ และลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระจายการลงทุนของตนเอง
ข้อมูลการลงทุนในต่างประเทศ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2554 ก.ล.ต.ได้จัดสรรวงเงินแล้วทั้งสิ้น 21,902 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 44% ของวงเงินที่ ธปท.จัดสรรให้ โดยมีการนำเงินไปลงทุนจริง ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2554 คิดเป็น 61% ของวงเงินที่ ก.ล.ต.จัดสรรทั้งหมด โดยการลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 65% เป็นการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้
ทั้งนี้ หากเทียบวงเงินลงทุนในต่างประเทศ 6 เดือนย้อนหลังจากสิ้นเดือน มี.ค. 2554 พบว่ามียอดไปลงทุนเพิ่มขึ้น 3,433 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก ณ วันที่ 31 ต.ค. 2553 มียอดเงินลงทุนอยู่ที่จำนวน 18,469 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายประเวช กล่าวว่า ในส่วนของ บลจ.เองได้ออกแบบกองทุนรวมเพื่อไปลงทุนต่างประเทศในหลายๆ ผลิตภัณฑ์มากขึ้น และในช่วงนี้พบว่ากลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่มีความน่าสนใจ เพราะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูง ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยที่จะพบว่ามีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็ออกไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ ในอนาคตนักลงทุนไทยก็จะมีผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ได้แก่ โกลด์ อีทีเอฟ และซิลเวอร์ อีทีเอฟ
ด้านภาพรวมธุรกิจจัดการกองทุน ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้จำนวน 1,366 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์ทั้งสิ้น 1,990,385 ล้านบาท น้อยลงเมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 1,424 กองทุน คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม 2,034,953 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลกลับเพิ่มขึ้นจาก 1,561 กองทุน มูลค่า 279,769 ล้านบาท เป็นจำนวน 1,625 กองทุน มูลค่ารวม 293,033 ล้านบาท
ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวน 464 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์ 581,124.49 ล้านบาท จำนวนสมาชิก 2,167,395 คน และนายจ้างจำนวน 10,519 คน ในสิ้นไตรมาสแรกปีนี้







