
เอกชนเตรียมร่อนหนังสือขอชะลอลอยตัวLPG
เอกชนเตรียมส่งหนังสือหาหน่วยงานรัฐ ขอชะลอลอยตัวราคาแอลพีจีออกไป 3-5 ปี สำหรับกลุ่มเซรามิก และแก้ว กระจก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับเปลี่ยน
เอกชนเตรียมส่งหนังสือหาหน่วยงานรัฐ ขอชะลอลอยตัวราคาแอลพีจีออกไป 3-5 ปี สำหรับกลุ่มเซรามิก และแก้ว กระจก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับเปลี่ยน
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก และกลุ่มแก้วและกระจก ถึงผลกระทบต่อการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้น (แอลพีจี) ในภาคอุตสาหกรรม ว่า ทางส.อ.ท.จะส่งหนังสือไปยังหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อถามถึงมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการลอยตัวราคาแอลพีจี โดยส.อ.ท.ต้องการความช่วยเหลือให้แก่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเซรามิ และกลุ่มแก้ว กระจก เพราะหากไม่มีมาตรการรองรับ ผู้ประกอบการจะต้องปิดกิจการ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยังพอปรับตัวได้อยู่
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองเลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่า เอกชนต้องการให้ขยายระยะเวลาในการลอยตัวออกไป 3 ปี โดยภายใน 3 ปีนี้ ให้ทยอยปรับขึ้นราคาปีละ 1 บาท ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะสำหรับ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ยกเว้นกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตที่เป็นเอสเอ็มอีให้ชะลอการขึ้นราคาไปเลย และเมื่อขึ้นไปปีที่ 4 ก็ให้ปรับลอยตัวราคา เพื่อให้ช่วงระยะ 3 ปีนี้ ผู้ประกอบการได้ปรับตัวปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ ยุบโรงงาน หรือย้ายโรงงาน ไปตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม
"เราไม่ได้ต้องการซื้อเวลา แต่ต้องการระยะวลาในการปรับตัว ซึ่งขอให้ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากเท่านั้น รวมทั้งจะหารือร่วมกับสนพ. ถึงแนวทางการตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างสนพ. และเอกชน เพื่อวางมาตรการความช่วยเหลือ ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะหารือกันแล้วครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. แล้วก็เงียบไป"นายอิศเรศกล่าว
นายอำนาจ ยะโสธร เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก ส.อ.ท. กล่าวว่า ทางกลุ่มเซรามิก และแก้วกระจก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนพลังงานสูงถึง 20% จึงต้องการให้มีการชะลอการลอยตัวราคาออกไป 3-5 ปี โดยระหว่างนี้ รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงการเปลี่ยนถ่าย ซึ่งมาตรการที่ผู้ประกอบการจะเสนอไปยังสนพ. ได้แก่ 1.ขอให้ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีโดยติดตั้งถังแอลพีจีไม่เกิน 20 ถัง สามารถใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาเดิม แทนของเดิมที่กำหนดไว้เพียง 10 ถัง
2.อุตสาหกรรมที่ใช้ถังขนาดใหญ่ 48 กิโลกรัม สามารถใช้ราคาเดิมได้อีก 3-5 ปี โดยการแจกคูปอง ให้แต่ละบริษัท และบริษัทต้องเข้าไปลงทะเบียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ 3.ให้ภาครัฐจัดหาพลังงานทางเลือกเช่น ก๊าซธรรมชาติ โดยการเพิ่มแนวท่อก๊าซไปยังโรงงาน 4. สนับสนุนงบประมาณ หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยน 5. สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการย้ายฐานการผลิตไปยังแนวท่อก๊าซ แต่การย้ายต้องขึ้นอยู่กับโรงงานแต่ละแห่งด้วย เพราะหากย้ายจะเกิดปัญหาแรงงานทันที ทั้งการหาแรงงานใหม่ และแรงงานจากพื้นที่เดิมต้องตกงาน
สำหรับกลุ่มเซรามิก มีผู้ประกอบการรวมในอุตสาหกรรมจำนวน 300 กว่าราย ใช้แอลพีจีประมาณ 5.5 หมื่นตันต่อปี คิดเป็น 5-6% ของการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ 7.7 แสนตัน
นายสมชัย โอวุฒิธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มแก้ว กระจก กระทบบริษัทไม่มาก เพราะมีบริษัทอยู่ประมาณ 10 บริษัท แต่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีการจ้างงาน 1.5 หมื่นคน มีปริมาณการใช้แอลพีจี 1.5 แสนตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% โดยการย้ายโรงงานไปตามแนวท่อก๊าซธรรมชาติต้องใช้เงินทุนมหาศาล ผู้ประกอบการจึงต้องการสินเชื่อ หรือให้ภาครัฐช่วยลากแนวท่อก๊าซเข้ามา ซึ่งระยะเวลาการวางท่อก๊าซอย่างน้อยต้องใช้เวลากว่า 1-2 ปี ถึงจะเสร็จ เนื่องจากต้องมีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จึงต้องการให้ชะลอการลอยตัวออกไปก่อน







