posttoday
Crisis Watch

Crisis Watch

22 เมษายน 2554

นัยของการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือสหรัฐ

นัยของการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือสหรัฐ

โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโม

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัท S&P ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก ได้ประกาศปรับลดแนวโน้มทางการเงินการคลังของสหรัฐอเมริกาจาก “แนวโน้มเสถียรภาพ” มาเป็น“แนวโน้มเชิงลบ” ผลคือในวันดังกล่าวตลาดหุ้นที่เปิดทำการซื้อขายอยู่ทั้งในสหรัฐและยุโรปได้ปรับลดมากกว่า 12% เกือบทุกตลาดแต่หลังจากนั้นไม่กี่วันดัชนีตลาดหุ้นในประเทศดังกล่าวได้ปรับขึ้นมาบวกและบวกเพิ่มมากกว่าดัชนีที่ปรับลงไปในวันนั้น อะไรคือความหมายและนัยที่เราควรใส่ใจ

1) เศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาการขาดดุลการคลังมาเป็นเวลานานแล้ว และระดับการขาดดุลการคลังได้เพิ่มสูงขึ้นมากจนน่ากังวลหลังเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจได้ปะทุขึ้นในปี 2551 อันเป็นผลจากรัฐบาลสหรัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ลดการเก็บภาษี ในขณะที่เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แม้รัฐบาลสหรัฐไม่ปรับลดภาษีเพิ่ม การจัดเก็บภาษีลดลงอยู่แล้วเพราะรายได้ประชาชนลดลง

2) แนวโน้มการขาดดุลการคลังของสหรัฐน่าจะอยู่ในระดับที่สูงต่อเนื่องกันไปอีกหลายปี และไม่น่าจะลดการขาดดุลการคลังได้อย่างรวดเร็วนัก เพราะโครงการประกันสุขภาพที่เสนอโดยประธานาธิบดีโอบามาไปนั้น จะสร้างภาระทางการคลังให้เพิ่มมากขึ้น Citi ได้ประเมินว่า สหรัฐอาจจะเข้าสู่วิกฤตที่รายจ่ายจากโครงการประกันสุขภาพและประกันสังคมจะเกินกว่ารายได้ของรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ ค.ศ. 2050 เป็นต้นไป (พ.ศ. 2593) หรือประมาณ 40 ปีจากนี้ไป

3) S&P ไม่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐ เพียงแต่ระบุว่ามีโอกาสประมาณ 33% ถ้ารัฐบาลสหรัฐและรัฐสภาสหรัฐไม่สามารถทำการตกลงในเรื่องของแผนการระยะกลางและยาวในการลดการใช้จ่ายทางการคลังที่น่าเชื่อถือในปี 2556

4) นัยคืออะไร

4.1) ในระยะสั้น เรื่องการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือการคลังของสหรัฐไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเกินความคาดหมายของตลาด ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับลงในวันดังกล่าว ในไม่กี่วันถัดมาจึงปรับขึ้น เพียงแต่ว่าตลาดคิดว่าการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด

4.2) ถ้าในอนาคตมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเกิดขึ้นจริง การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวของสหรัฐทั้งที่เป็นรัฐและเอกชน จะต้องได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การที่เกณฑ์การลงทุนของกองทุนต่างๆ ทั่วโลกซึ่งได้ลงทุนในตราสารทางการเงินที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะเห็นว่าอันดับปัจจุบันที่ AAA มีความน่าเชื่อถือในอันดับสูงสุดนั้น อาจจะต้องเริ่มเพิ่มน้ำหนักการจัดสรรสินทรัพย์ไปลงทุนยังสินทรัพย์ประเภทอื่นมากกว่าเดิม จากก่อนหน้านี้ได้จัดสรรสินทรัพย์ไปลงทุนในทองคำและสินทรัพย์โภคภัณฑ์ทั้งที่เป็นพื้นฐานอุตสาหกรรมและโภคภัณฑ์อาหาร

4.3) ซึ่งจากการประเมินของผมซึ่งได้ติดตามข่าวสารของธนาคารกลางทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง รวมทั้งแนวทางการลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ผมได้เห็นพัฒนาการการจัดสรรเงินลงทุนไปยังลงทุนในสินทรัพย์ที่แท้จริง คือ สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเหล็ก น้ำมัน สินแร่ รวมทั้งการลงทุนซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูกพืชอาหารในหลายประเทศของแอฟริกา

ในขณะที่การลงทุนในประเทศเอเชียนั้น จะเน้นไปที่การลงทุนเพาะปลูกพืชการเกษตรที่เป็นพื้นฐานอุตสาหกรรมและการผลิต เช่น ยางพารา โดยประเทศที่เป็นเป้าการลงทุนด้านโครงการเกษตรขนาดใหญ่ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั้งที่เป็นของตะวันออกกลางและจีน คือ ประเทศพม่า ลาว และเขมร

4.4) ประเทศมหาอำนาจใหม่ เช่น BRICS ซึ่งนอกจากจะมีบราซิล อินเดีย จีน รัสเซียแล้ว ยังได้แอฟริกาใต้เข้ามาในกลุ่มด้วย ได้จัดประชุมสุดยอดผู้นำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่จีน นอกจากจะกดดันมหาอำนาจตะวันตกในเรื่องลิเบีย ยังกดดันสหรัฐและชาติตะวันตกในประเด็นเดิม คือการเพิ่มบทบาทของเงินสกุล SDRs ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้มาเป็นสกุลหลักในการสำรองเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งการประชุมสุดยอดของผู้นำกลุ่มนี้ซึ่งได้จัดต่อเนื่องมา 3 ปีแล้วนั้น ล้วนกดดันสหรัฐและ IMF ในเรื่องเงินสกุล SDRs มาตลอด บ่งชี้ว่ามหาอำนาจใหม่เหล่านี้กำลังจะเริ่มพิจารณายุทธศาสตร์ในการลดน้ำหนักการถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อคำนึงถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจใหม่เหล่านี้ ผมว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า การสำรองเงินทุนระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ อาจลดเงินดอลลาร์สหรัฐลง และเพิ่ม SDRs เข้าไปแทน ผลคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในอนาคตน่าจะอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69