
ประกันสังคมรื้อโครงสร้าง ลดพอร์ตลงทุนเงินฝาก
ตามปฏิทินของ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่จะลดวงเงินคุ้มครองลงนับจากวันที่ 11 ส.ค. 2554
ตามปฏิทินของ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่จะลดวงเงินคุ้มครองลงนับจากวันที่ 11 ส.ค. 2554
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ตามปฏิทินของ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่จะลดวงเงินคุ้มครองลงนับจากวันที่ 11 ส.ค. 2554 เหลือไม่เกิน 50 ล้านบาท จากนั้นอีก 1 ปี ลดวงเงินคุ้มครองเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเงินไม่น้อย
เพราะไม่เฉพาะแต่ลูกค้าของธนาคารเท่านั้นที่วิตกถึงความมั่นคงของเงินที่เก็บไว้ในบัญชี แต่บรรดากองทุนขนาดใหญ่ ก็หวั่นเกรงว่าเงินที่เก็บจากสมาชิกนับแสนล้านจะกระทบกระเทือนหรือไม่
ล่าสุดสำนักงานประกันสังคมหนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางการเงินขนานใหญ่เพื่อรองรับกับแผนการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากของภาครัฐ จากเดิมที่เคยคุ้มครองเต็ม 100% ก็กลับเป็นว่าไม่ได้รับความคุ้มครองเลย
แหล่งข่าวจากสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา กองทุนประกันสังคมได้ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนฝากเงินลงเหลือล่าสุดแค่ 1% ของวงเงินลงทุนทั้งหมดกว่า 7 แสนล้านบาท
“ถือเป็นการปรับพอร์ตลงทุนหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายการลดการคุ้มครองเงินฝาก โดยลดสัดส่วนการฝากเงินจากเดิมจะเน้นการฝากเงินธนาคารพาณิชย์ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด” แหล่งข่าวระบุ
ขณะเดียวกันประกันสังคมยังมีการแยกพอร์ตเงินฝากเป็นสองส่วน คือเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลจะคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท ภายในปี 2555 จะจัดอยู่ในกลุ่มการลงทุนที่มีความเสี่ยง โดยมีสัดส่วนการลงทุน 1.53% หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
และเงินฝากธนาคารของรัฐ ซึ่งจะจัดอยู่ในกลุ่มได้รับการคุ้มครองเงินฝากหรือการประกันของรัฐ จำนวน 1.16 หมื่นล้านบาท หรือ 1.47% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินฝากกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่เข้าโครงการปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนกู้ซื้อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
แหล่งข่าวระบุว่า ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้เปลี่ยนรูปแบบการฝากเงินเป็นการนำเสนอขาย ตั๋วสัญญาใช้เงิน (พีเอ็น) ซึ่งได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากปกติ แต่กองทุนประกันสังคมก็ต้องเลือกการลงทุนกับสถาบันการเงินที่มั่นคงเช่นกัน
“ตั๋วพีเอ็นให้ผลตอบแทนสูงกว่า 3% แล้วแต่ระยะเวลาในการถือ ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินฝากแล้วดีกว่า เพราะเงินฝากให้ตอบแทนอยู่ที่ไม่เกิน 3% เท่านั้น” แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ดี การลงทุนในตั๋วพีเอ็นก็ทำให้ประกันสังคมต้องปรับตัว เพราะแม้แบงก์พาณิชย์ที่เคยฝากเงินจะเป็นผู้ออกตั๋ว แต่ต้องจัดเป็นกลุ่มการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะตั๋วพีเอ็นไม่มีการค้ำประกันเงินฝาก แม้ให้ดอกเบี้ยสูงแต่ผู้ซื้อต้องรับความเสี่ยงเอาเอง
ส่วนการขยายการลงทุนไปในตลาดหุ้นนั้น ส่วนใหญ่ประกันสังคมจะเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี เป็นหุ้นขนาดใหญ่สามารถถือครองได้เกินกว่า 6 เดือน เช่น กลุ่มพลังงาน ปูนซีเมนต์ จะไม่เล่นหุ้นตัวเล็กที่มีการขึ้นลงของราคาหวือหวา
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนรวมประมาณ 7.9 แสนล้านบาท โดยลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 80% ประมาณ 640,801 ล้านบาท ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 20% หรือประมาณ 141,058 ล้านบาท
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ลงทุนใน พันธบัตรของรัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมกว่า 70% ซึ่งจะต้องแย่งการลงทุนกับกลุ่มบริษัทประกันชีวิตกับประกันภัย ทำให้อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่สูงนักแต่ก็ยังสูงกว่าการฝากเงิน
ขณะเดียวกันกองทุนยังมีความจำเป็นต้องขยายการลงทุนไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนในต่างประเทศ โดยมีวงเงินลงทุน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการอนุมัติภายในเดือน พ.ค.นี้
ในปี 2553 กองทุนสามารถบริหารเงินลงทุนได้ผลตอบแทน 3.2 หมื่นล้านบาท และหากย้อนหลังไปดูจะพบว่าการบริหารเงินลงทุนของประกันสังคม มีอัตราผลตอบแทนเติบโตขึ้นทุกปีจากปี 2550-2552 จาก 2.4 หมื่นล้านบาท เป็น 2.6 และ 2.8 หมื่นล้านบาท
ผลพวงของการปรับพอร์ตลงทุนครั้งนี้ ทำให้โครงสร้างการหาผลตอบแทนจากเงินสะสมของประกันสังคมต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน อัตราผลกำไรที่เคยได้ปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท อาจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
และยิ่งในปีหน้าสถาบันประกันเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาท ยิ่งเป็นตัวบีบคั้นให้ประกันสังคมไม่มีทางเลือกต้องหาพันธบัตรัฐบาลที่มีเครดิตเรตติ้งดีมาลงทุน แต่ปัญหาก็คือยิ่งเรตติ้งดีเกรดพรีเมียม ก็ให้ผลตอบแทนน้อยเพราะถือว่าไม่มีความเสี่ยง
โดยในมุมมองของ สิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เห็นว่า นับจากนี้ไปผู้ฝากเงินต้องหาข้อมูล รวมถึงทางเลือกในการฝากเงินและการลงทุนในตราสารต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งตื่นตัวที่จะออกผลิตภัณฑ์มาแข่งขันกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ผู้ลงทุนก็ควรพิจารณาให้รอบคอบและประเมินความคุ้มค่าระหว่างผลตอบแทน ความมั่นคงและความเสี่ยงด้วย
ความหลากหลายในการลงทุน ถือเป็นดาบสองคม คนที่ดูแลพอร์ตประกันสังคมต้องมีฝีมือจัดจ้านและเป็นมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นอาจเอาไม่อยู่
เพราะเงินรายได้อาจไม่พอรองรับกับปริมาณผู้ประกันตนที่อายุมากขึ้นและจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยประกันสังคมมีภาระต้องจ่ายเงินประกันชราภาพในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าเพิ่มมากขึ้น
หากรายได้ไม่พอรายจ่าย จะถูกมองว่าสถานะกองทุนประกันสังคมถังแตก!!
หลังจากนี้ใครที่เคยบอกว่าการนำเงินฝากแบงก์ปลอดภัย ก็ต้องกลับคำพูดใหม่ เพราะถ้าแบงก์เกิดซวนเซหรือล้มลงไป รัฐบาลก็ไม่ได้จ่ายเงินคืนให้ผู้ฝากเงินทุกคนเหมือนปี 2540 อีกต่อไป







