
คาดไทยเจอแรงงานขาดวัยทำงานลดลง
ไทยขาดแคลนแรงงานหนักในอีก 10 ปี ประชากรวัยทำงานลดจาก 1% เหลือ 0.2%
ไทยขาดแคลนแรงงานหนักในอีก 10 ปี ประชากรวัยทำงานลดจาก 1% เหลือ 0.2%
นายกำพล อดิเรกสมบัติเศรษฐกรอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถือเป็นความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐ ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป เพราะจำนวนประชากรวัยทำงานไทยจะเติบโตในอัตราที่ลดลงจากปีละ 1% เหลือเพียงปีละ 0.2% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ที่โต 2.1% มาเลเซีย 1.6% เวียดนาม 0.9% อัตราการเติบโตของประชากรวัยทำงานที่ลดลง จะทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ จำนวนแรงงานนอกระบบของไทย 38 ล้านคน มีเพียง 17 ล้านคน ที่เป็นลูกจ้าง และในจำนวนนี้มีเพียง 9 ล้านคน ที่เป็นแรงงานในระบบ คือ ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน และส่วนที่เหลือ 8 ล้านคน ได้รับค่าจ้างจ้างรายวันรายชิ้นงาน สัดส่วนของแรงงานที่ต่ำบ่งชี้ว่าบริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะไม่ลงทุนในการฝึกอบรมและจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อพัฒนาผลิตภาพแรงงาน ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานไทยเติบโตช้า และผลตอบแทนแรงงานที่ลดต่ำลงในทุกระดับการศึกษา
ทั้งนี้ เมื่อปี 2544 กลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้รับค่าจ้างมากกว่ากลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับการศึกษา 2 เท่า แต่ในปี 2553 ส่วนต่างของค่าจ้างกลับลดลงเหลือ 1.9 เท่าโดยสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังขาดคุณภาพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนของผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอายุ 2025 ปีที่ได้รับการจ้างงานในตำแหน่งผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางได้ลดลงจาก 40% ในปี 2001 เป็นเพียง 28% ในปี 2009 ในขณะเดียวกัน จำนวนผู้ที่ทำงานในตำแหน่งเสมียนหรือพนักงานบริการกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ลักษณะเด่นที่ห้าของตลาดแรงงานไทยสามารถช่วยบรรเทาปัญหาในตลาดแรงงานได้ ซึ่งก็คือการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (labor force participation) ของผู้หญิงไทยที่มีค่อนข้างสูง โดยผู้หญิงไทยมีแนวโน้มที่จะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทยสูงถึงเกือบ 70% ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ (54%) เกาหลี (50%) และมาเลเซีย (44%) นอกจากนั้นผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทในการเป็นผู้นำมากขึ้นด้วย ดังเห็นได้จากสัดส่วนของผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงของไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงถึง 45% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก”นาย กำพล กล่าว
นายอัครพัชร์ เจริญพานิช เศรษฐกรอาวุโสของ SCB EIC กล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ คือความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย ความได้เปรียบจะตกอยู่กับผู้ประกอบการที่สามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับลักษณะเด่นในตลาดแรงงานไทยได้ก่อน โดยตัวอย่างแนวทางในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจด้วยการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา การมอบทุนการศึกษา การฝึกงาน พร้อมโอกาสทำงานหลังจบการศึกษา การเพิ่มการลงทุนในการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับแรงงานที่ขาดแคลน และการเน้นการบริหารพนักงานศักยภาพสูง (talent management) เป็นต้น”
“นอกจากนี้ ภาครัฐสามารถมีส่วนร่วมได้ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาระดับมูลค่าของสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ลดการแทรกแซงตลาดแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้แรงงานสูงอายุในอุตสาหกรรมและกลุ่มอาชีพที่ขาดแคลนให้ทำงานนานขึ้น รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบผลลัพธ์ด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการกำหนดหลักสูตร เพื่อให้ได้มาซึ่งแรงงานมีฝีมือและตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ” นายอัครพัชร์ กล่าวเสริม
“ปัญหาขาดแคลนแรงงานจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะต้องปรับตัว เพื่อจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีอย่างต่อเนื่องต่อไป และยกระดับรายได้ของคนไทยให้สูงขึ้น หากปล่อยให้ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทยดำเนินไปแบบเดิมๆ โดยไม่มีการปรับตัว เศรษฐกิจไทยก็คงจะไม่หลุดพ้นจากกับดักรายได้ระดับกลาง (middleincome trap) และไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชากรสู่ระดับสูงได้” ดร.กำพล กล่าวทิ้งท้าย







