
TUFคงเป้าปีนี้โตเกิน30%
“TUF” ยันยังไม่ปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ แม้เจอน้ำท่วมใต้สึนามิญี่ปุ่น ลั่นธุรกิจด้านอาหารยังมีความจำเป็นต่อชีวิต
“TUF” ยันยังไม่ปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ แม้เจอน้ำท่วมใต้สึนามิญี่ปุ่น ลั่นธุรกิจด้านอาหารยังมีความจำเป็นต่อชีวิต
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า บริษัทยังไม่มีการปรับลดเป้าหมายยอดขายและกำไรของบริษัทในปีนี้ แม้ว่าจะเจอผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในเรื่องของน้ำท่วมภาคใต้และสึนามิที่ญี่ปุ่น จนทำให้เกิดปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด และยังเชื่อว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ทั้งนี้ ก่อนหน้า TUF หวังว่ายอดขายและกำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตเกินกว่า 30% ขณะเดียวกันในปี 2558 บริษัทยังตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทไม่ว่าจะเป็นปลาหมึก ปลาแซลมอนแช่แข็ง กุ้งแช่แข็งและอาหารแมวบรรจุกระป๋อง เป็นต้น ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ประกอบกับปัจจุบันบริษัทยังกลายเป็นผู้นำเข้าอาหารแช่แข็งรายใหญ่อันดับ 2 ในสหรัฐ
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งที่สำคัญของประเทศ แต่การที่บริษัทมีแหล่งวัตถุดิบจะอยู่ที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน ส่วนปัญหาน้ำท่วมอยู่ที่สุราษฎร์ธานี ชุมพรและนครศรีธรรมราช จึงมองว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบมากนัก
ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ หลังจากนี้ราคาวัตถุดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่หลังจากปริมาณกุ้งหายไปจากตลาดจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหากราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นบริษัทก็สามารถที่จะปรับราคาขายเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน จึงมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นมากนัก
สำหรับปัญหาการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีของญี่ปุ่นต่อปลาทูน่านั้น ขณะนี้บริษัทได้ยกเลิกการนำเข้าทูน่าจากญี่ปุ่นและใช้จากแปซิฟิกน้ำลึกแทน จึงไม่น่ามีปัญหา นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ความต้องการอาหารกระป๋องมีมากขึ้น และการที่ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของบริษัทก็น่าจะส่งผลดีบ้าง
“ยอมรับว่าการทำธุรกิจหลังจากนี้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้น ดังนั้นในการทำธุรกิจจะต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ และโชคดีที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อชีวิต ดังนั้นยังเชื่อว่าผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นรุนแรงนัก” นายธีรพงศ์ กล่าว
สำหรับราคาหุ้น TUF ปิดตลาดที่ 48 บาท เพิ่มขึ้น 50 สตางค์ หรือ 1.05% มูลค่าการซื้อขาย 105.38 ล้านบาท







