posttoday
15 วันอันตราย วิกฤตกองทุนน้ำมันฯ

15 วันอันตราย วิกฤตกองทุนน้ำมันฯ

15 เมษายน 2554

การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการและแวดวงในวงการน้ำมันกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท เพียงเพราะดีเซลเป็นน้ำมันเศรษฐกิจมีผลต่อภาคขนส่ง และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงการปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นหัวใจต่อการครองชีพของประชาชน

15 วันอันตราย วิกฤตกองทุนน้ำมันฯ

ดังนั้น หากไม่มีการตีกรอบเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ แน่นอนเสียงก่นด่าถึงข้อบกพร่องจะถูกกดดันไปยังรัฐบาลที่ไม่สามารถดูแลต้นทุนสินค้าได้ แต่ในมุมกลับกันการประกาศชัดเจนที่จะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท กำลังจะเป็นระเบิดเวลาให้กับการบริหารงานของรัฐบาลสมัยหน้า เพราะหากเงินกองทุนน้ำมันฯ หมดรัฐจะขาดเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงานทันที

การใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุ้มราคาดีเซลไว้จนถึงขณะนี้ 6.40 บาท/ลิตร ใช้เงินไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่าคนไทยใช้ดีเซลถูกกว่าราคาจริงถึงลิตรละ 6.40 บาท แต่ใครจะนึกบ้างว่าการใช้น้ำมันราคาถูกในวันนี้ อนาคตก็หมดสิทธิที่จะใช้น้ำมันราคาถูกช่วงที่ตลาดโลกปรับลดลงเช่นกัน

หากมองย้อนเพื่อสอบทานการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปตรึงราคาดีเซลแล้ว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2553 ในขณะนั้นเดิมน้ำมันดีเซลยังถูกเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อนำส่งรายได้อยู่ลิตรละ 65 สตางค์ แต่เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง มาตรการแรกที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ดำเนินการคือลดการเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ของดีเซลลง 50 สตางค์/ลิตร และทำให้เงินกองทุนน้ำมันฯ จากที่ติดลบอยู่แล้วเดือนละ 89 ล้านบาท เพิ่มเป็น 537 ล้านบาท/เดือน ทันที

หลังจากนั้น กระทรวงพลังงาน ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีก็ต้องเฝ้าติดตามราคาดีเซลอย่างต่อเนื่อง หากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเมื่อไหร่ก็ต้องเข้าไปแทรกแซงราคาโดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ จากที่ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ก็เปลี่ยนมาเป็นเพิ่มอัตราการชดเชยราคาดีเซล

รวมแล้วนับตั้งแต่ใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร มีการเรียกประชุม กบง. เพื่อขอมติในการดูแลราคาดีเซลไปทั้งหมด 15 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือนกว่า ทั้งๆ ที่หากเหตุการณ์ปกติการประชุม กบง.จะเกิดขึ้นเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มาตรการอุ้มราคาดีเซลของรัฐบาลส่งผลให้ฐานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดเหลือเงินสดเพียง 7,278 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีเงินสดในบัญชีอยู่ 3.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมภาระรายจ่ายในอนาคตที่ต้องตั้งงบเบิกไว้ ทั้งการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) การชดเชยราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) กก.ละ 2 บาท ตลอดจนโครงการเปลี่ยนแท็กซี่เอ็นจีวี เบ็ดเสร็จแล้วอีกไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท

คำนวณเบื้องต้น กองทุนน้ำมันฯ จะเข้าสู่ภาวะติดลบในอีกไม่เกิน 15 วัน นับจากนี้ โดยมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละ 403 ล้านบาท หรือถ้าเทียบเป็นรายเดือนมีเงินไหลออก 1.21 หมื่นล้านบาทแล้ว

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ถ้ารัฐบาลยังไม่มีการทบทวนนโยบายการตรึงราคาดีเซล โอกาสที่กองทุนน้ำมันฯ จะกลายเป็นหนี้คงไม่ไกลจากนี้ และคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเหมือนปี 25472548 ที่กองทุนน้ำมันฯ เคยก่อหนี้มาแล้ว 9.2 หมื่นล้านบาท จากการกู้เงินด้วยวิธีออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาพยุงราคาน้ำมันไว้ และนั่นถือเป็นความเสี่ยงของรัฐบาลที่ปล่อยให้เครื่องมือในการดูแลราคาพลังงานมีปัญหา

ล่าสุด กระทรวงการคลังเริ่มออกมาส่งสัญญาณถึงแนวทางการขยับราคาน้ำมันดีเซลแบบขั้นบันได เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามข้อเรียกร้องของกระทรวงพลังงานที่มีมาโดยตลอด ขณะเดียวกันเพื่อเบรกการไหลออกของกองทุนน้ำมันฯ ที่จะเริ่มติดลบแน่นอนในสิ้นเดือน เม.ย.

ฉะนั้น หากเป็นไปได้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 27 เม.ย. ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะต้องมีความชัดเจนกับการแก้ปัญหาราคาน้ำมันดีเซล และพร้อมทบทวนมาตรการตรึงราคาดีเซล ซึ่งอย่างน้อยก็ควรขยับเพดานการตรึงราคาเพิ่มขึ้น 1-2 บาท/ลิตร เพื่อยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ ไม่ให้ติดลบ

แต่จะเลือกวิธีการใด รูปแบบใด คงต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้พยายามชี้แจงถึงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่แท้จริงมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็มักได้รับการปฏิเสธ ยืนยันที่จะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปวัดดวงกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ไม่มีความแน่นอน โดยในทางปฏิบัติการดูแลผลกระทบราคาน้ำมันไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ควรมีขอบเขตของเวลา

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าข้อดีของการตรึงราคาดีเซลทำให้ผู้ใช้ดีเซลสบายใจและชะลอการปรับราคาสินค้าและบริการได้ระยะหนึ่ง แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาแบบไปวันๆ เฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาสินค้าทั่วไปจะมีการขยับขึ้นจากปัจจัยอื่นๆ

ในส่วนข้อเสียที่เห็นได้ชัดๆ ทำให้ผู้ใช้น้ำมันขาดวินัยในการประหยัดพลังงาน เพราะยังได้ใช้น้ำมันราคาถูก สังเกตได้จากยอดการใช้น้ำมันดีเซลช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมายังขยายตัวเฉลี่ย 1-2% และปัญหาหนักสุดก็คือกองทุนน้ำมันฯ ติดลบ

แทนที่รัฐบาลจะตั้งหน้าตั้งตาใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปตรึงราคาดีเซลไว้อย่างเดียว ควรจะมีแคมเปญรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดการใช้น้ำมันควบคู่ไปด้วย ตัวอย่างดีๆ ในต่างประเทศก็มีให้เห็น เช่น ห้ามขับรถเร็วเกิน 90-100 กม./ชม. เพราะตราบใดที่รัฐบาลยังใช้นโยบายประชานิยมเช่นนี้ โดยละเลยการสร้างวินัยให้กับคนไทย

ท้ายสุดไม่ว่าจะวาดฝันมีแผนอนุรักษ์พลังงาน หรือแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนอีกกี่ฉบับ ก็คงเป็นเพียงเป้าหมายที่อยู่ในแผ่นกระดาษเท่านั้น เพราะคงแค่ได้ทำ แต่ทำไม่ได้ ตามแผนที่กำหนดไว้

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69