
หุ้น Market Cap.ใหญ่
ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หุ้นไทยขึ้นไปประมาณ 5%
ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หุ้นไทยขึ้นไปประมาณ 5%
โดย..กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา
ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หุ้นไทยขึ้นไปประมาณ 5% เศษ หรือประมาณ 56 จุด เลยมีคำถามว่า ในเดือน เม.ย.นี้ หุ้นจะไปต่อได้หรือไม่ เพราะขึ้นมาตั้ง 56 จุด แล้ว
จากข้อมูลต่างๆ ตลาดหุ้นในเดือน เม.ย.นี้ น่าไปต่อได้ ด้วยเหตุผลหลายประการเช่น เม็ดเงินจากต่างชาติที่กลับมาเอเชีย รวมทั้งสิ่งที่ดูน่าจะเป็นปัจจัยลบ แต่กลับเป็นปัจจัยบวกกับตลาดหุ้นบ้านเรา อย่างเช่นอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขึ้น ล้วนแต่จะส่งผลให้หุ้นขึ้นทั้งนั้น
มาเริ่มที่เม็ดเงิน จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวผลักสำคัญ ที่ทำให้หุ้นบ้านเราขึ้น ก็เห็นชัดว่ากำลังกลับมาแรง ดูได้จากตัวเลขการซื้อขายหลักทรัพย์ สะสมแยกตามกลุ่มนักลงทุน ในช่วงต่างๆ ดังนี้
ช่วงเดือน มี.ค. ถ้าดูที่การซื้อขายหลักทรัพย์ สะสมแยกตามกลุ่มนักลงทุน ตั้งแต่วันที่ 131 มี.ค. 2554 พบว่า สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ +8,867.59 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ +3,670.19 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ +19,599.07 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 3,2136.86 ล้านบาท จะเห็นว่าแค่เดือน มี.ค. เดือนเดียว ต่างประเทศซื้อสุทธิไป เกือบ 2 หมื่นล้านบาท
ยิ่งถ้าดูการซื้อขายหลักทรัพย์ สะสมแยกตามกลุ่มนักลงทุน ตั้งแต่ต้นปี 1 ม.ค.1 เม.ย. 2554 จะเห็นชัดว่าต่างประเทศเปลี่ยนทิศทาง โดยในช่วงดังกล่าวนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ +7,704.70 ล้านบาท
จากตัวเลขการซื้อขายหลักทรัพย์ สะสมแยกตามกลุ่มนักลงทุน ตั้งแต่ต้นปี 1 ม.ค.1 เม.ย. 2554 จะเห็นว่าต่างประเทศกลับกลายมาเป็นซื้อสุทธิแล้ว หลังจากที่เป็นยอดขายสุทธิมาตลอดไตรมาสแรกของปีนี้ นั่นเป็นสัญญาณชัดเจน ชี้ให้เห็นว่าต่างประเทศกลับมา
ย้อนหลังกลับไปดูกันที่มูลค่าการซื้อขายสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.30 ธ.ค. 2553 ปีที่แล้วเพื่อเป็นข้อมูล
ทั้งปี 2553 สถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 15,199.64 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 448.87 ล้านบาท ต่างประเทศซื้อสุทธิ 81,723.80 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 66,075.30 ล้านบาท จะเห็นว่าฝรั่งซื้อสุทธิไปถึง 8 หมื่นกว่าล้าน เมื่อปีที่แล้ว
นอกจากเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นบวกกับตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย เพราะตลาดหุ้นบ้านเรากำไรรวม 38% ของกำไรจากทั้งตลาดหุ้น มาจากกลุ่มพลังงาน (เงินเฟ้อ คนใช้พลังงานมากขึ้น) และกลุ่มเกษตร (เงินเฟ้อราคาอาหารสูงขึ้น) ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มี Market Capitalization รวมกันเท่ากับ 42% ของตลาดฯ
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขาขึ้น เป็นผลดีกับกลุ่มแบงก์ ซึ่งมีกำไรรวม 18% ของกำไรจากทั้งตลาดหุ้น และมี Market Capitalization รวมกันเท่ากับ 20% ของตลาดฯ
ดังนั้น สรุปการลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุน ต้องลงทุนในกลุ่มพลังงาน กลุ่มเกษตรที่ได้รับผลดีจากเงินเฟ้อ และกลุ่มแบงก์ที่ได้รับผลดีจากดอกเบี้ยขาขึ้น โดยอย่าลืมว่าเวลาต่างประเทศกลับมาลุยหุ้น เขามักชอบหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ดังนั้นควรตามไปดูด้วย m







