
มุมมองหุ้นไทย เม.ษ.บวก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีมุมมองต่อการลงทุนในเดือน เม.ย. ขยับขึ้นเป็น “บวก” จากเดือน มี.ค. ปกติค่อนไปทางบวก เพราะเชื่อว่าเดือน เม.ย.ปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นใน 3 ปีที่ผ่านมา หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 9 คน ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พร้อมกับการปักธงยุบสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น 4560 วัน น่าจะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบกันอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองก็ตาม แต่เชื่อว่าจะอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ อย่างการเก็งกำไรผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2554 ต่อกลุ่มธนาคาร คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งรายไตรมาสและเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เชื่อว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 2.75% นับเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งจะเสริมประเด็นเชิงบวกให้แก่กลุ่มธนาคารมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเก็งกำไรในกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารในช่วงปลายเดือน เม.ย. ซึ่งในหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรม คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานที่โดดเด่นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงกลั่นและกลุ่มปิโตรเคมี
ด้านปัจจัยต่างประเทศ เชื่อว่ากรณีลิเบียน่าจะได้ข้อยุติลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หลังจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีมติให้กำหนดเขตห้ามบินวันที่ 18 มี.ค. พร้อมมอบอำนาจให้สหรัฐเป็นผู้นำในการปฏิบัติการทางอากาศตามมา ซึ่งหากคลี่คลายลงได้เร็วเท่าไร เงินทุนที่ไหลเข้าเก็งกำไรในน้ำมันดิบล่วงหน้าตลาดไนเมกซ์ และทองคำ ตลาดโคเมกซ์ น่าจะไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลกเช่นกัน เพราะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันดิบจะผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เฟด) เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม แน่นอนว่า ECB ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ตามคาด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่เฟดนั้นประเด็นสำคัญอยู่ที่มุมมองต่อมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินครั้งที่ 2 (QE2) นั้น จะมีความจำเป็นในการคงต่อไปจนถึงเดือน มิ.ย. ตามแผนเดิมหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อนโยบายการเงินระยะกลางยาว
จากภาพรวมของตลาดเดือน เม.ย. จึงขยับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีขึ้นจากเดือน มี.ค. ที่ (930) 9501,030 (1,050) จุด เป็น (950) 9801,080 (1,100) จุด เพราะน่าจะมีวงจรเชิงบวกต่อเนื่องจากกลางเดือน มี.ค. ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย m







