
ทหารไทยพร้อมรบลุยให้กู้-ปรับรายได้
ทหารไทย โวสินเชื่อไตรมาสแรกโตทะลุเป้า หลังร่วมปล่อยกู้ให้บิ๊กซี 1.5 หมื่นล้าน เตรียมรุกตลาดเอสเอ็มอี ซัพพลายเชน ปรับรายได้ให้ดีขึ้น
ทหารไทย โวสินเชื่อไตรมาสแรกโตทะลุเป้า หลังร่วมปล่อยกู้ให้บิ๊กซี 1.5 หมื่นล้าน เตรียมรุกตลาดเอสเอ็มอี ซัพพลายเชน ปรับรายได้ให้ดีขึ้น
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สินเชื่อในไตรมาสแรกของธนาคารมีการเติบโตได้สูงกว่าเป้าที่วางเอาไว้ที่ 2.5% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการปล่อยกู้ในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและการปล่อยกู้ให้บริษัท บิ๊กซี เข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์เป็นวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับในช่วงไตรมาส 2 คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ธนาคารจะเน้นกลยุทธย์ด้านการขยายฐานลูกค้าสินเชื่อซัพพลาย เชนและเอสเอ็มอีให้เพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ธนาคารยังยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อปล่อยสินเชื่อสำหรับการเข้าซื้อและควบรวมกิจการกับลูกค้าธุรกิจบางส่วนอีกด้วย จึงคาดว่าหากเศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ที่ 4% สินเชื่อของธนาคารจะมีการเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยการเติบโตของสินเชื่อหลักจะมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี
“ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เราจะมีการเปิดตัวบริการด้านสินเชื่อแฟคตอริ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าซัพพลาย เชน ขณะที่สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ในปีนี้จะอยู่ในเทรนด์การเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ ซึ่งการปล่อยกู้ประเภทนี้จะมีความเสี่ยงมากกว่าการปล่อยสินเชื่อโครงการทั่วไป ดังนั้นธนาคารจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” นายบุญทักษ์ กล่าว
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อที่ค่อนข้างดีในปีนี้ ธนาคารจึงต้องเพิ่มการระดมเงินฝากด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ยอมรับว่าการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปีนี้อาจส่งผลกระทบต่อฐานเงินฝากของธนาคารเล็กน้อย อย่างไรก็ตามธนาคารได้มีแผนเตรียมรับมือเอาไว้แล้ว โดยจะลดการพึ่งพาเงินฝากก้อนใหญ่ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยแพงให้ลดลง นอกจากนี้ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ธนาคารจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 2 ชนิด ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า
นอกจากนี้ ธนาคารยังตั้งเป้าลดตัวเลขอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีนี้ลงเหลือ 6% จากปัจจุบันที่ 8% และจะขยายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิขึ้นอีก 0.30-0.40% จากปัจจุบันที่ประมาณ 2% เพื่อให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดที่ 3% ภายใน 35 ปี







