
‘ลีสซิ่งกสิกร’ยอมกินตับหนี้เสีย
ลดความเข้มปล่อยกู้รถปิกอัพหวั่นลูกค้าหนีหมดเข้าถึงยาก
ลดความเข้มปล่อยกู้รถปิกอัพหวั่นลูกค้าหนีหมดเข้าถึงยาก
ลีสซิ่งกสิกรไทย ปรับแผน เล็งเพิ่มหนี้เอ็นพีแอล เลิกกลัวรถปิกอัพ แลกดอกเบี้ยดีกว่า
นายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทยเปิดเผยว่า บริษัทจะปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจใหม่ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลให้มีสัดส่วนสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1% กว่า ด้วยการลดความเข้มงวดกับลูกค้า เพื่อปล่อยกู้ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทให้สูงขึ้นได้
“ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เอ็นพีแอลเราอยู่ที่ 0.93% เท่านั้น ซึ่งดีมากๆ เมื่อเทียบกับเป้าที่ตั้งไว้ 1.7% นั้นเป็นเพราะเราบริหารหนี้ดีขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการอนุมัติสินเชื่อ แต่ข้อเสียคือ ถ้าเอ็นพีแอลต่ำเกินไป ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันน้อยลงไปด้วยหากลูกค้าเข้าถึงเรายากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับแผนใหม่ และยังทำให้เราได้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงกว่าของรถกระบะด้วย” นายอิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทจะหันไปเน้นการปล่อยสินเชื่อรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้มีสัดส่วนเป็น 30% และรถเก๋ง 70% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรถเก๋งอยู่ที่ 80% และกระบะอยู่ที่ 20% โดยบริษัทจะมีการปรับวิธีการพิจารณาเครดิตและการให้คะแนนสำหรับลูกค้าที่ขอสินเชื่อรถกระบะใหม่ เพื่อปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ลูกค้าสินเชื่อรถกระบะส่วนใหญ่จะทำอาชีพอิสระและไม่ได้มีรายได้ประจำ ทำให้เกณฑ์การพิจารณสินเชื่อยากกว่ารถเก๋ง แต่เมื่อคู่แข่งยังทำได้ดี บริษัทก็ต้องทำให้ได้ด้วย ซึ่งหากเทียบดูเอ็นพีแอลระหว่างรถเก๋งกับรถกระบะในยี่ห้อตลาดแล้ว ก็พบว่าเอ็นพีแอลก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 1.1% ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทจะเน้นปล่อยสินเชื่อรถเก๋งเป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำและลูกค้าส่วนใหญ่มีรายได้ประจำ ทำให้ง่ายต่อการพิจารณาให้สินเชื่อ ส่วนผลประกอบการไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทปล่อยสินเชื่อได้ 1.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้า 24% จากที่ตั้งไว้ 1.1 หมื่นล้านบาท จึงทำให้คาดว่าในปีนี้น่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 4.4 หมื่นล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้างน่าจะอยู่ที่ 6.3 ล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 5.3ล้านบาท หรือ เติบโตสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท หรือสินเชื่อโตสุทธิ 19% ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะยอดขายรถยนต์ปีนี้น่าจะได้ 9 แสนคัน จากต้นปีที่ตั้งเป้าไว้ที่ 8 แสนคัน







