
เทคนิคการร่างสัญญาทางการค้า
ผู้อ่านคอลัมน์ทนายคลายทุกข์ สอบถามมาเกี่ยวกับการร่างสัญญาว่า
ผู้อ่านคอลัมน์ทนายคลายทุกข์ สอบถามมาเกี่ยวกับการร่างสัญญาว่า
โดย..เดชา กิตติวิทยานันท์
ควรมีเทคนิคในการร่างอย่างไร ถึงจะได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด ไม่เสียเปรียบคู่สัญญา รวมทั้งถามมาเกี่ยวกับเรื่องการติดอากรแสตมป์ในสัญญา ทนายคลายทุกข์ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลรวมถึงปรมาจารย์ทางด้านสัญญา จึงได้นำข้อคิดและเทคนิคของท่านศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ผู้บรรยายกฎหมายของเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งได้วางหลักเกณฑ์ในการร่างสัญญาไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยท่านได้วางหลักเกณฑ์เป็นข้อๆ ดังนี้
1.ชื่อของสัญญา ชื่อสัญญาต้องตรงกับเนื้อหาสัญญา เช่น สัญญาเช่าทรัพย์สัญญาซื้อขาย ถ้าสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก ต้องเขียนให้ชัดว่า สัญญาประนีประนอมยอมระงับข้อพิพาทในกรณีมรดก เคยมีปัญหากรณีมรดกให้คำว่าสัญญาแบ่งปันทรัพย์ ฝ่ายที่เอาประโยชน์ก็อ้างว่าเป็นการให้ไม่ได้ตกลงอะไรด้วย ฝ่ายผู้จัดการมรดกอ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันทรัพย์มรดก ก็ต้องตีความกัน หรือสัญญาเกี่ยวกับลงทุนในการก่อสร้างในที่ดินได้ประโยชน์หลายๆ ปี เสียเงินลงทุนมาก ควรจะเขียนให้ชัดเจนว่า สัญญาต่างตอบแทนในการก่อสร้างไม่ใช่สัญญาเช่า
2.สถานที่ทำสัญญาต้องมี ถึงแม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องมี เช่น สัญญาทำที่สำนักงานเกษมทนายความ
3.วันทำสัญญาต้องระบุไว้ วันทำสัญญาถือเป็นสาระสำคัญ เช่น สัญญาเช่าระบุว่า สัญญาเช่ามีกำหนด 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา หรือกู้เงิน ชำระเงินภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ถ้าวันทำสัญญาเป็นวันเริ่มต้นของสัญญา แต่ในบางกรณีวันทำสัญญายังไม่เป็นวันเริ่มต้นของสัญญา เช่น การก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน วันทำสัญญายังก่อสร้างไม่ได้เพราะเจ้าของที่ดินยังเคลียร์ผู้อยู่ในที่ดินไม่หมด อาจจะเขียนว่า สัญญาก่อสร้างเริ่มก่อสร้างได้นับแต่วันที่ฝ่ายเจ้าของที่ดินมอบที่ดินมือเปล่าให้แก่ผู้ก่อสร้างก็เริ่มแต่วันนั้นก็ว่าไป ต้องดูเจตนารมณ์
4.ชื่อของคู่สัญญาต้องระบุไว้ให้ชัด เช่น สัญญานี้ทำขึ้นระหว่าง นาย ก. ซึ่งต่อไปสัญญานี้จะเรียกว่าผู้ให้เช่า กับนาย ข. ซึ่งสัญญานี้จะเรียกว่าผู้เช่า แต่ก็ขยายความนิดหนึ่งเพื่อสะดวกในการติดต่อ สัญญานี้ทำขึ้นระหว่าง นาย ก. อายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่เท่านั้นๆ โทรศัพท์หมายเลขเท่านั้น ซึ่งต่อไปสัญญานี้จะเรียกว่าผู้ขาย และนาย ข. อายุ ที่อยู่ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าผู้ซื้อ ในทางปฏิบัติถ้าเราไม่เขียนก็ต้องขอนามบัตรเก็บไว้ต่างหาก ฉะนั้นถ้ารอบคอบต้องเขียนที่ติดต่อ แต่ถ้าเป็นบริษัทต้องเขียนให้ชัด ต้องเอาชื่อบริษัทเป็นหลัก เช่น สัญญานี้ทำขึ้นระหว่างนาย ก.ผู้ว่าจ้าง และบริษัทเกษมก่อสร้าง โดยนาย ข. และนาย ง. กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ว่าทำขึ้นระหว่างนาย ก. ผู้ว่าจ้างกับนาย ข.และนาย ง. กรรมการของบริษัท อย่างนี้เป็นการทำในฐานะส่วนตัวต้องอ้างบริษัทขึ้นก่อน และนายอะไรเป็นผู้มีอำนาจแทนก็ว่าไป
นอกจากนั้นก็ต้องมีอายุ และที่อยู่ของคู่สัญญา ระบุอายุก็เพื่อจะได้รู้ว่าเขาบรรลุนิติภาวะหรือยัง และที่อยู่ก็เป็นเรื่องสำคัญ
5.เจตนาของคู่สัญญาต้องระบุให้ชัดเจน จะเห็นในสัญญาทั่วไประบุว่า ใครเป็นผู้เช่า ผู้ให้เช่า แล้วว่าผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงรับเช่าบ้านหรือที่ดิน หรือผู้ขายตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่เท่าไร และผู้ซื้อตกลงรับซื้อที่ดิน ต้องระบุเจตนาไว้
6.ทรัพย์ที่เป็นต้นเหตุของสัญญาต้องมีคำนิยามไว้เหมือนกัน เช่นว่า ผู้ให้เช่าให้เช่าบ้านเลขที่เท่านั้น ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าทรัพย์ที่เช่าหรือทรัพย์ที่ซื้อขายก็แล้วแต่
7.ราคาในสัญญาต้องระบุให้ชัดเจน อย่าหลีกเลี่ยง นักกฎหมายบางท่านหลักเลี่ยง เช่น สัญญาซื้อขายลงราคาไม่ตรงเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หากเกิดปัญหาโต้เถียงกันในเรื่องราคาจ้างก็สืบลำบาก
8.หน้าที่ของคู่สัญญาต้องว่ากันเป็นขั้นตอน เช่น ผู้เช่ามีหน้าที่อะไร ผู้ให้เช่ามีหน้าที่อะไร หรือผู้ซื้อ ผู้ขาย ส่วนใหญ่จะลอกข้อกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่าร่างสัญญาสั้นเกินไป มีนักกฎหมายบางคนใช้ว่าสิทธิของคู่สัญญาให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ถ้าร่างอย่างนั้นชาวบ้านไม่รู้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ว่าอย่างไร ต้องซื้อประมวลแพ่งฯ แจก ต้องใส่ไปเท่าที่จำเป็น เช่น ผู้เช่าจะไม่นำทรัพย์สินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง ก็ลอกข้อความในกฎหมายไปนอกจากมีเพิ่มเติม
9.ข้อความในสัญญายกเว้นกฎหมายใดหรือไม่ ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชนก็ยกเว้นได้ เช่น ผู้ให้เช่าให้สิทธิผู้เช่าที่จะนำทรัพย์สินที่เช่านี้ไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ให้เช่า
10.การยกเลิกสัญญา ต้องให้ชัดเจนยกเลิกไปตามสภาพ หรือสัญญาหมดอายุหรือบอกเลิกในกรณีผิดสัญญาต้องเขียนให้ชัดหากจะมีปรับกันแค่ไหนเพียงไร
11.จำนวนสัญญาที่ทำต้องเขียนให้ชัด ตอนท้ายเขียนว่า สัญญานี้ทำขึ้นเป็น 2 ฉบับ ผู้ให้เช่าเก็บต้นฉบับไว้ และผู้เช่าเก็บคู่ฉบับไว้ทำนองนั้น
12.อากรแสตมป์ต้องปิด ถ้าเราลืมปิดในวันทำสัญญาไม่เป็นไร เวลาฟ้องศาลก็ปิดตามความจริงและต้องขีดฆ่าด้วย บางทียื่นฟ้องศาลแล้วไม่ได้ปิดไปขอปิด ผู้พิพากษาท่านใจดีก็ให้ปิด แต่ถ้าเจอท่านที่ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด ท่านก็ระบุในรายงานว่า ปรากฏว่าโจทก์ลืมปิดอากรแสตมป์ขออนุญาตปิดให้ส่งสัญญานี้ให้กรมสรรพากรปรับเสียก่อน เคยมีเรื่องสัญญาทำเมื่อ 3 ปีก่อนแล้วไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะฟ้องศาลก็ปิดลงวันที่ย้อนหลัง ทนายอีกข้างเขาเก่ง อากรแสตมป์เพิ่งประกาศใช้ปีนั้น ซักกันไปซักกันมาตอบเป็นเรื่องเป็นราวปิดวันนั้นต่อหน้าคนนั้นๆ แต่ว่าอีกข้างเขาอ้างประกาศของกรมสรรพากร







