
แอกซ่าส่งทีมลงใต้ประเมินความเสียหายลูกค้า
แอกซ่าส่งทีมลงพื้นที่ภาคใต้เร่งประเมินความเสียหายลูกค้าที่ประสบอุทกภัย
แอกซ่าส่งทีมลงพื้นที่ภาคใต้เร่งประเมินความเสียหายลูกค้าที่ประสบอุทกภัย
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอกซ่าประกันภัย กล่าวถึงการจัดการสินไหมทดแทนน้ำท่วมในภาคใต้ของบริษัทว่า “ แอกซ่ามีฐานลูกค้าพอสมควรที่อยู่ในเขตประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้ แต่จะไม่มากเท่าฐานลูกค้าในหาดใหญ่ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2553 ลูกค้าของแอกซ่าที่ประสบภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บริเวณเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า อำเภอต่างๆ ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี และกระบี่ โดยมีทั้งลูกค้าที่ทำประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันขนส่งสินค้าภายในประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมให้บริการและจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เร็วที่สุด ในกรณีที่รถยนต์มีประกันภัยชั้น 1 หรือมีประกันภัยทรัพย์สินที่ซื้อภัยแบบ All Risks ซึ่งให้ความคุ้มครองภัยน้ำท่วม โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาแอกซ่าได้ส่งทีม AXA SWAT ซึ่งเป็นทีมงานสินไหมทดแทนฉุกเฉินจากสำนักงานใหญ่บินด่วนลงสมุยและสุราษฏร์ธานีทันทีที่ฟ้าเปิดและสนามบินพร้อมให้บริการ พร้อมทีมงานสำรวจภัยเพื่อประเมินความเสียหายให้กับผู้เอาประกันภัย
สำหรับ ทีมงาน AXA SWAT ได้เตรียมการตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกิดอุทกภัย โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนคือประเมินความเสียหายให้เสร็จสิ้นภายใน 3-5 วัน และจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็วที่สุด ดังนั้น เมื่อลงพื้นที่จริงทีมงานจะทำงานได้เลย ทีม AXA SWAT ชุดนี้เป็นทีมที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบอุทกภัยของหาดใหญ่มาก่อน จึงมีความเชี่ยวชาญคุ้นเคยในการบริหารจัดการเคลมน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี และจะประจำที่สมุยกับสุราษฏร์ธานีจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย นอกจากนี้ ศูนย์แอกซ่า ฮอตไลน์ของยังบริการยกรถฟรีสำหรับลูกค้าประกันภัยรถยนต์ เพื่อบรรเทาความเสียหายของรถอีกด้วย
นายกี่เดช กล่าวว่า ความเสียหายที่ได้รับแจ้งเข้ามาตอนนี้ มีประกันภัยรถยนต์ 10 ราย คิดเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายประมาณ 3 ล้านบาท ประกันภัยทรัพย์สิน 28 ราย แต่ค่าสินไหมทดแทนยังไม่สามารถประมาณการได้ และประกันภัยขนส่งสินค้าภายในประเทศอีก 3 รายคิดเป็นค่าสินไหมทดแทนประมาณ 6.5 แสนบาท หลังจากน้ำลด ทางบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับแจ้งเคลมอีก โดยรวม บริษัทฯ ในขณะนี้ยังไม่สามารถประมาณการตั้งค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดได้ในขณะนี้ เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจภัย
อย่างไรก็ตาม ค่าสินไหมทดแทนโดยรวมที่ต้องจ่ายทั้งหมด คาดว่าจะน้อยกว่าค่าสินไหมทดแทนที่แอกซ่าจ่ายสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในรอบ 100 ปีของประวัติศาสตร์หาดใหญ่ ซึ่งบริษัทฯ จ่ายไปทั้งหมดราว 230 ล้านบาท
สำหรับ การปรับเบี้ยประกันภัยจากการเสี่ยงภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ ยังคงต้องรอสรุปผลอัตราค่าสินไหมทดแทนทั้งปี เพื่อประเมินผลการรับประกันภัย และต้องดูตลาดประกันภัยต่อด้วยว่าทางผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) จะมีการปรับเบี้ยประกันภัยต่อเพิ่มขึ้นหรือไม่ในช่วงปลายปี ที่จะมีการต่อสัญญาการทำประกันภัยต่อ ในตอนนี้ แอกซ่าจะยังไม่มีนโยบายการเพิ่มเบี้ยประกันภัย แต่จะเพิ่มความเข้มข้นในการพิจารณารับประกันภัยต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น







