posttoday
หุ้นปั่นผลเด่น ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

หุ้นปั่นผลเด่น ทางเลือกใหม่ของการลงทุน

04 กุมภาพันธ์ 2553

 

ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาต่อเนื่องจากปลายปี 2552 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า นอกจากปัญหาการเมือง ความขัดแย้งของคนในประเทศที่มีออกมาเป็นระยะๆ เป็นบ่อเกิดแห่งความไม่มั่นใจการลงทุนแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังประสบกับปัญหาที่ช็อกการลงทุนหยุดชะงักในโครงการมาบตาพุด ถือเป็นปัจจัยร้ายสำหรับการลงทุนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในทางที่ดีจนถึงขณะนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจัยต่างประเทศทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ราคาทองคำ การตกต่ำของดัชนีดาวโจนส์ หรือการควบคุมความเสี่ยงของสินทรัพย์ลงทุนในสถาบันการเงินจีน รวมถึงประเทศอินเดีย เพื่อป้องกันฟองสบู่ ล้วนเป็นผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะเดียวกันหมด คือ ปรับตัวลง

สำหรับตลาดหุ้นไทยแล้ว โชคร้ายกว่าตรงที่ประสบปัญหาทั้งภายในและนอกประเทศรบกวนการลงทุน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาหนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสักเท่าไร แทบจะกล่าวได้ว่ามีผลทำให้การลงทุนหยุดชะงัก นักลงทุนต่างชาติ สถาบัน หรือแม้กระทั่งรายย่อย หยุดการลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นมา

ดังจะเห็นได้จากดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลงจาก 734 จุด เมื่อสิ้นปี 2552 มาต่ำกว่า 700 จุด ในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน ความมั่งคั่งของตลาดหายวับ 3.2 แสนล้านล้านบาท จาก 5.87 ล้านล้านบาท เหลือ 5.55 ล้านล้านบาท แทบไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหรือสถาบัน ต่างอยู่ในสภาพที่ราคาหุ้นตกต่ำ อย่างเช่นหุ้นปตท. (PTT) ที่ราคาร่วงวูบจาก 246 บาท ณ สิ้นปี 2552 เหลือต่ำกว่า 220 บาท

หากจะมองว่าตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงนี้ หุ้นขนาดใหญ่มีราคาต่ำ แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่ชี้ขาดคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือเสถียรภาพของรัฐบาล หุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสที่จะปรับตัวลงได้อีกตามแรงขาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นหุ้นเป้าหมายของการถูกโจมตีจากแรงขายของต่างชาติ

vหุ้นปันผลทางเลือกที่น่าลงทุน

ขณะเดียวกันยังมีหุ้นที่น่าสนใจอีกไม่น้อย เป็นหุ้นทางเลือกใหม่ในการลงทุน ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาด (ค่าเบตา) มีสภาพคล่องให้เข้าออกได้ แน่นอนว่าหุ้นเป้าหมายที่พูดถึงนี้ต้องมีผลประกอบการดี หรืออยู่ในอัตราการเติบโตสูง มีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันต่อเนื่อง 3 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าลงทุนแล้วมีความเสี่ยงต่ำมากๆ

สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานตัวใหญ่ๆ ที่อยู่ในความนิยมของต่างชาติ สถาบัน กองทุนในประเทศ เช่น หุ้นในการคำนวณ SET 50 หรือ SET 100 ซึ่งหุ้นจำพวกนี้ราคาปรับตัวขึ้นเกินกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) หรือบางตัวสูงถึง 1 เท่า

ขณะเดียวกันจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ายังมีหุ้นจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นหุ้นที่น่าสนใจ โดยเป็นหุ้นที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หรือ P/BV ไม่ถึง 1 เท่า และจ่ายเงินปันผลติดต่อกันต่อเนื่อง 3 ปี อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ค่าเบตาต่ำกว่า 1 มีสภาพคล่องสูง การลงทุนหุ้นประเภทนี้ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้

ที่สำคัญหากตลาดหุ้นปรับตัวลงมากเท่าไร การลงทุนในช่วงจังหวะหุ้นขาลง ทำให้นักลงทุนได้รับส่วนต่างจากราคาหุ้นสูงอีกด้วย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงภาวะตลาดขาขึ้น

vหุ้นเป้าหมาย 15 บริษัท

สำหรับหุ้นดังกล่าวนี้ จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ พบว่าหุ้นที่เข้าเกณฑ์เป็นหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็กมีจำนวน 15 บริษัท กระจายอยู่ในหมวดธุรกิจต่างๆ ประกอบด้วย หุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท (SC) บริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย (AYUD) บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) บริษัท เสริมสุข (SSC) บริษัท ศรีตรัง แอโกร อินดัสทรี (STA) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัทไทยคาร์บอนแบล็ค (TCB) บริษัท สหยูเนี่ยน (SUC) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง (SPI) บริษัท ไทยเรยอน (TR) บริษัท แคลคอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) และธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ดังตารางประกอบ

สำหรับจุดเด่นของหุ้นทั้ง 15 ตัว ก็คือ มูลค่าหุ้นยังถูกเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าทางบัญชี มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ หุ้นโดยส่วนใหญ่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาด

ส่วนเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นทั้ง 15 ตัว เริ่มที่ต้องมีฟรีโฟลตเกิน 20% มีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2551 และ 9 เดือนแรกปี 2552 ค่า P/BV ณ วันที่ 1 ก.พ. 2553 ต่ำกว่า 1 เท่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ระหว่าง 3,0001.5 หมื่นล้านบาท และมีการจ่ายเงินปันผล (ตามรอบผลประกอบการ 3 ปีล่าสุด) ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเสี่ยงผลประกอบการจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก จนทำให้ผลประกอบการปรับตัวลงนั้น และส่งผลต่อเงินปันผลที่ลดลง แต่เชื่อว่าหุ้นเหล่านี้ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมจะกลับขึ้นมามีผลประกอบการที่ดีขึ้นตามเศรษฐกิจได้ และสิ่งที่ได้ทดแทนก็คือ ส่วนต่างราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของผลประกอบการนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ