posttoday
คาดดัชนีติด718 การเมืองสภาพคล่องที่ลดลงยังกดดัน

คาดดัชนีติด718 การเมืองสภาพคล่องที่ลดลงยังกดดัน

04 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์

ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลงในต้นสัปดาห์ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดไหลไปจนถึงดีดกลับได้ โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น GDP ไตรมาส 4 รวมไปถึง ISM Index ที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี ในขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐส่วนใหญ่ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นหลังจากที่อ่อนตัวลงแรง ปัจจัยทางการเมืองไทยที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นตลอด ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องการปฏิวัติ และกรณีการตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ ทักษิณในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ทำให้ตลาดยังมีแรงเทขายระยะสั้นออกมาในช่วงที่ตลาดปรับขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามียอดซื้อสุทธิครั้งแรกในวันพุธ หลังจากขายออกมาต่อเนื่อง

ตัวเลขเศรษฐกิจดี ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ครั้งแรกของสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก จากคาดที่ 4.7% แต่ออกมาสูงถึง 5.7% ซึ่งส่วนประกอบที่ปรับตัวขึ้นมากเป็นส่วนของการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีโมเมนตัมส่งต่อในช่วงไตรมาสถัดๆ ไปได้ ขณะที่ตัวเลข PMI สหรัฐ รวมถึงประเทศอื่นส่วนใหญ่ปรับขึ้นอยูระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี (ยกเว้นจีนที่ PMI ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งอาจจะลดแรงกดดันต่อนโยบายการเงินเข้มงวด) ซึ่งเป็นตัวเลขชี้นำแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตได้ดี และเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจรวมถึงตลาดทุน

แต่ปัจจัยทางด้านสภาพคล่องยังเป็นประเด็นที่น่าจับตา โดยในช่วงที่ผ่านมาตลาดมีแรงเทขายออกมาหนาแน่น ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลว่าสภาพคล่องที่ธนาคารกลางต่างๆ อัดฉีดเข้ามาจะสิ้นสุดลง ประกอบกับจีนใช้นโยบายเข้มงวดทางการเงิน รวมไปถึงธนาคารกลางในเอเชียอื่นๆ ที่เริ่มมีแนวโน้มดึงสภาพคล่องคืน โดยการประชุมเฟดครั้งที่ผ่าน FOMC ได้ยืนยันว่ามาตรการซื้อตราสารทางการเงินต่างๆ จะสิ้นสุดในปลายเดือนม.ค.นี้ ทำให้ระยะสั้นสภาพคล่องที่เคยถูกอัดฉีดเข้ามาในตลาดเงินและตลาดทุนโลกจะสิ้นสุดลง แต่ตลาดรับรู้กันไประดับหนึ่งแล้ว ในขณะที่ทางการจีนเองยังคงมีมาตรการเพื่อควบคุมปริมาณสินเชื่อและความร้อนแรงของเศรษฐกิจ โดยล่าสุดได้มีการเรียกสินเชื่อคืนในส่วนที่นำไปใช้ผิดประเภท เช่น ไปเก็งกำไรในตลาดทุน หรือการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์คืน

การออกมาตรการชะลอความร้อนแรงของจีนตั้งแต่ต้นปี เป็นสาเหตุที่ตลาดกังวลกันว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากจีนยังคงเป็นประเทศหลักที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ เราคาดว่าตลาดน่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ก็ต่อเมื่อจีนหยุดใช้มาตรการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าวในตอนนี้ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงนี้เป็นการปรับตัวขึ้นหลังจากตลาดลงแรง โดยในเบื้องต้นเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจจาก PMI จีนที่ออกมาต่ำกว่าคาด แต่ยังคงต้องติดตามดูตัวเลขอื่นประกอบ ทำให้ภาพโดยรวมของทั้งสองฝั่งของโลกทั้งเอเชียและสหรัฐ สภาพคล่องของทั้งสองระบบเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มลงต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านี้ การปรับตัวขึ้นของหุ้นคาดว่าจะยังไม่ยั่งยืน สำหรับนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยจีน ในเบื้องต้นนักเศรษฐศาสตร์จีนประเมินไว้ว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเมื่อเห็นสัญญาณเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปีที่ 2.25%

ปัจจัยการเมือง คาดว่ายังกดดันตลาดต่อเนื่องก่อนทราบผลตัดสินของศาลคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ วันที่ 26 ก.พ. โดยทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ดาวกระจายไปสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 415 ก.พ. และวันที่ 4 ก.พ. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ จะไปรวมตัวชุมนุมตามหน่วยงานทหารทั่วประเทศ วันที่ 5 ก.พ. ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภาในกรณีแก้รัฐธรรมนูญ วันที่ 8 ก.พ. กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานอัยการสูงสุด วันที่ 10 ก.พ. จะเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 12 ก.พ. จะเดินทางไปชุมนุมที่ป.ป.ช. สุดท้ายวันที่ 15 ก.พ. จะไปชุมนุมที่กกต.

ทิศทางของ SET Index คาดว่าการปรับตัวขึ้นในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการปรับตัวขึ้นหลังจากลงแรง โดยการปรับตัวขึ้นคาดว่าจะยังจำกัดที่ 718 จุด หากยังไม่ผ่าน 718 จุดได้ ทิศทางระยะสั้นยังแกว่งตัวลงเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 665660 จุด แนะนำให้ทยอยลดพอร์ตช่วงปรับตัวขึ้น จากปัจจัยการเมืองที่มีโอกาสร้อนแรงขึ้น

สุดท้าย มีข่าวประชาสัมพันธ์ นักลงทุนท่านใดที่สนใจ Derivative Warrant สามารถหาความรู้ได้ที่ www.thaiwarrant.com

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ