
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มองต่างมุม หุ้น SIRI
...ทีมข่าวตลาดทุน-หุ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มองกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ (SIRI) กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ SIRI เป็นผลทางจิตวิทยา หลังซื้อหุ้นจำนวน 178,274,400 หุ้น หรือ 12.09% ในราคาหุ้นละ 5 บาท จาก Trendy Plan Investments ซึ่งเป็นกองทุนต่างชาติ
อีกทั้งอยู่ระหว่างเจรจาซื้อหุ้นจากกองทุนต่างชาติอีก เพื่อให้ได้ตามเป้าจำนวน 313 ล้านหุ้น ในเบื้องต้นรับโอนหุ้นมาจากกองทุนต่างชาติ 1 รายแล้ว จำนวน 12.09% โดยหุ้นส่วนที่เหลือ 135 ล้านหุ้นยังอยู่ระหว่างเจรจา ส่งผลให้นายเศรษฐาถือหุ้นเพิ่มเป็น 14.61% จาก 2.52%
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่าข่าวดังกล่าวเป็นผลบวกทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่ตนเองบริหารอยู่ แสดงว่ามีความมั่นใจในแนวโน้มธุรกิจ อีกทั้งก่อนหน้านี้มีผู้บริหารท่านอื่นของ SIRI ก็มีการทยอยซื้อหุ้น SIRI มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากเช่นนี้
นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ซื้อนั้นสูงกว่าราคาหุ้นในกระดานด้วย ซึ่งถือว่ามี Premium แต่ยังไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น เพราะไม่ถึงระดับที่มากกว่า 25% โดย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ยังคงแนะนำซื้อหุ้น SIRI แม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้ว 3% โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 5.13 บาท
ขณะที่ บล.เอเซียพลัส แนะนำเพียงถือหุ้น SIRI โดยให้มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม 4.61 บาท เนื่องจากมองว่าการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของผู้บริหารที่ระดับราคาดังกล่าว เป็นการสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของผู้บริหารที่มีต่อแนวโน้มการทำกำไรของบริษัท นอกจากนี้อาจทำให้ระดับราคา 5 บาท กลายเป็นราคาที่ใช้อ้างอิง (Benchmar) อย่างไม่เป็นทางการสำหรับหุ้น SIRI
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำเพียงถือหุ้นเช่นกัน โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 5.40 บาท เนื่องจากมองว่าการเพิ่มทุนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง โดย SIRI เตรียมออก และเสนอขายหุ้นสามัญใหม่จำนวน 1,473 ล้านหุ้น โดยการขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ที่ราคาไม่ต่ำกว่า 4.28 บาทต่อหุ้น (ราคาพาร์) และไม่น้อยกว่า 90% ของราคาตลาด (ยังไม่ได้กำหนด) การทำ PP จะต้องให้เสร็จภายใน 1 ปีหลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 พ.ย. 2552 และจะขายทั้งจำนวนเพียงครั้งเดียว
ในขณะที่หุ้นส่วนที่เหลือ (หากมี) จะถูกยกเลิก เพื่อมิให้กระทบกับราคาหุ้น ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการเพิ่มทุนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในไตรมาสแรกปีนี้
อย่างไรก็ตาม มองว่าหากการเพิ่มทุนประสบความสำเร็จ SIRI จะได้รับเงินทุนใหม่อย่างน้อย 6,300 ล้านบาท อ้างอิงจากราคาเพิ่มทุนขั้นต่ำที่ 4.28 บาทต่อหุ้น และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะลดลงต่ำกว่า 1.0 เท่า เทียบกับ 1.61 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2552 จากฐานเงินทุนใหม่ บริษัทตั้งเป้าเติบโตรายได้ที่ 25.0% ต่อปีในช่วงปี 25542557 หลังการเติบโตประมาณ 9.0% ในปี 2553 อย่างไรก็ดี จากประมาณการในปัจจุบันหากหุ้นใหม่ทั้งหมดมีผู้จองครบ กำไรต่อหุ้นในปี 2553 จะลดลง 50% หลังการขายหุ้น PP
บล.เคจีไอ ยังคงประมาณการและราคาเป้าหมายของเราไว้จนกว่าการเพิ่มทุนจะสำเร็จ
ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุเหตุผลที่แนะนำให้ซื้อหุ้น SIRI โดยมีปัจจัยสนับสนุน 4 ประเด็น คือ 1) คาดการณ์กำไรสุทธิปี 25522554 เติบโตดี 2) วอร์แรนต์ที่จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมเริ่มซื้อขายได้วานนี้ (3 ก.พ.) แล้ว มูลค่าวอร์แรนต์ที่ประเมินได้เป็น 0.531.58 บาท
3) การจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดปี 2552 นั้น จะสูงหรือไม่ก็ขึ้นกับการเพิ่มทุนขายเฉพาะเจาะจง จะสำเร็จก่อนวัน XD หรือไม่ หากการเพิ่มทุนล่าช้ากว่าวัน XD อัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะสูงเป็น 9.0% หรือ 0.40 บาท (ผู้บริหารคาดไว้สูงกว่าเป็น 0.50 บาท) แต่หากการเพิ่มทุนสำเร็จก่อนวัน XD อัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะลดลงเป็น 4.5% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
4) นักลงทุนที่สนใจมาเพิ่มทุนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนด้านการเงินไม่ได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะนี้บริษัทกำลังพิจารณาราคาหุ้นเพิ่มทุนที่เหมาะสมอยู่ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเพิ่มทุนคือ รักษาส่วนครองตลาดไว้ได้และได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด จากการพัฒนาโครงการในจำนวนที่มากขึ้น ราคาปิดมีส่วนเพิ่มเทียบกับราคาพื้นฐานได้อีก 12.5% ผนวกกับคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2553 ที่ 5.6%
ด้าน บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ แนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายเป็น 7.50 บาท จากการประเมินมูลค่าหุ้นบนสมมติฐานของการเพิ่มทุนภายใต้กำไรสุทธิปี 2553 โดยใช้ค่าพีอีช่วงบนที่ 11 เท่าสะท้อนถึงการเติบโตของกำไรสุทธิที่ก้าวกระโดดและฐานทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้นและหนี้สินต่อทุนที่ปรับตัวลดลงภายหลังการเพิ่ม
“
คาดว่าจะมีกำไรสุทธิปี 2552 ที่ 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2552 อยู่ที่ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า” บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ระบุนอกจากนี้ ได้คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 บนสมมติฐานของการไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดย SIRI วางแผนเปิดโครงการใหม่ 20 โครงการ รวม 2.7 หมื่นล้านบาท (กรณีที่ไม่มีการเพิ่มทุน) ซึ่งมากกว่าที่ผู้บริหารแถลงครั้งที่แล้ว แบ่งเป็นคอนโด 1.26 หมื่นล้านบาท บ้านเดี่ยว 1.2 หมื่นล้านบาท และ Town House 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะทำ Presales ได้ประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาท
ส่วนการรับรู้รายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน (มี Backlog รองรับประมาณ 9,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 31% เพราะการรับรู้รายได้ประมาณ 60% เป็นของคอนโดที่มีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 34% สูงกว่าโครงการแนวราบที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 3034% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 1315%
สำหรับความคืบหน้าในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP ล่าสุดได้รับการเปิดเผยว่ามีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติแสดงความสนใจเข้ามาและน่าจะสรุปได้มี.ค.2553 โดยฝ่ายวิจัยคำนวณจำนวนหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นจากการขายหุ้น PP เพียง 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมดในรอบนี้







