posttoday
MINT จะกลับมาสดใสปี 53

MINT จะกลับมาสดใสปี 53

03 กุมภาพันธ์ 2553

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเหมาะที่จะเข้าซื้อหุ้นไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวลง 13% จากระดับสูงสุด

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเหมาะที่จะเข้าซื้อหุ้นไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวลง 13% จากระดับสูงสุด

โดย...ทีมตลาดทุน-หุ้น

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ระบุว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเหมาะที่จะเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เนื่องจากราคาหุ้น MINT ได้ปรับตัวลง 13% จากระดับสูงสุดในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา

ปัจจัยบวกมาจาก 1) การเติบโตกำไรปี 2553 คาดว่าจะดีกว่า SET โดยคาดกำไร MINT เติบโต 45% เทียบกับ SET ที่ 11% 2) แนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/2552-1/2553 ดีต่อเนื่อง และ 3) ดีลการควบรวมกิจการ มีแนวโน้มประกาศในครึ่งแรกของปี จะหนุนให้เราและตลาดปรับเพิ่มประมาณการกำไร การปรับเพิ่มมูลค่าของ MINT จะเป็นไปได้มากจากการที่กำไรมีแนวโน้มดีกว่าคาดจากการควบรวมกิจการ

ปัจจุบัน MINT ยังซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2548-2552 อยู่ 1 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เรายังมั่นใจคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2553 ที่ 15.30 บาท

คาดผลประกอบการฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 4/2552 โดยคาดว่า MINT จะรายงานกำไรสุทธิที่ 602 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2552เพิ่มก้าวกระโดด 90% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 297% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อนหน้า ผลประกอบการธุรกิจอาหารที่แข็งแกร่งมากเกินพอที่จะชดเชยผลประกอบการธุรกิจโรงแรมที่อ่อนตัวได้ ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อห้องลดลง 7% ในไตรมาส 4/2552 เนื่องจากอัตราค่าห้องลดลง 14% แต่อัตราเข้าพักฟื้นตัวมาอยู่ที่ 59% ในไตรมาส 4/2552 จากเดิมที่ 54% ในไตรมาส 4/2551

ทั้งนี้ เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดตามคาด โดยรายได้โรงแรมเฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น 48% และราคาค่าห้องพักเพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล

บล.บัวหลวง คาดผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 1/2553 : อัตราการเข้าพักเพิ่มโรงแรมในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยยังแข็งแกร่งที่ 62% และคาดว่าอัตราเข้าพักในไตรมาสแรกนี้จะอยู่ที่ประมาณ 65% ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 58% ในไตรมาส 1/2552 และ 59% ในไตรมาส 4/2552

อย่างไรก็ตาม คาดการเข้าซื้อกิจการใหม่หนุนการปรับเพิ่มกำไร : MINT มีแนวโน้มจะสรุปดีลการเข้าซื้อกิจการทั้งส่วนธุรกิจอาหารและโรงแรม (เราคาดการณ์ไว้ในครึ่งแรกของปี) โดยมีงบจ่ายลงทุนสำหรับการเข้าซื้อกิจการเราคาดที่ 3,000-4,000 ล้านบาท หลังการประกาศการเข้าซื้อกิจการ เรามองว่าเกิดการปรับมุมมองครั้งใหญ่อีกครั้งจากเราและตลาด ได้แก่ 1) ปรับเพิ่มประมาณการกำไร เพื่อสะท้อนกำไรที่น่าจะรับรู้ได้เพิ่ม และ 2) คาดสัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อยจากการซื้อกิจการ จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 เท่า จาก 1.1 เท่าในเดือนก.ย. 2552

ด้านบล.พัฒนสิน มองว่ากลุ่มโรงแรม Maintain Bullish, Top Pick คือ MINT ที่อ่อนไหวที่สุดต่อการชุมนุมของกลุ่มนปช. และการเมืองที่อาจมีความรุนแรง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านราย ในเดือนธ.ค.ของปีที่ผ่านมา : ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 45% เป็น 1.7 ล้านราย ในเดือนธ.ค. 2552 จากปัจจัยด้านฤดูกาล และจากฐานที่ต่ำในช่วงเดือนธ.ค. 2551 ซึ่งมีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 14.1 ล้านบาท ลดลง 3% ในปี 2552 ดังนั้นเราจึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเติบโต 7% เป็น 15.1 ล้านบาท ในช่วงปี 2554

ในแง่ของรายได้ต่อห้องพักฟื้นตัวตามคาด : แม้ว่าอัตราค่าห้องเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ระดับ 1,699 บาท/คืน (ลบ 5% y-y) ในเดือนธ.ค. 2552 จะอยู่ภายใต้ภาวะกดดัน แต่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเป็น 57% เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้รายได้ต่อห้องพักเพิ่มขึ้น 27% เป็น 967 บาท/คืน ในเดือนธ.ค. 2552 ซึ่งเป็นการเติบโตครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ย. 2551

แต่อย่างไรก็ตาม รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของอุตสาหกรรมยังคงปรับลดลงประมาณ 17% ในปี 2552 เป็นบวกต่อ CENTEL, ERAWAN และ MINT โดย MINT ยังคงเป็น Top Pick : เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทจะอยู่ที่ 1,975 ล้านบาท (บวก 72% y-y) ในปี 2553

บล.ฟิลลิป ให้ราคาพื้นฐานปี 2553 ของหุ้น MINT อยู่ที่ 14.10 บาท แนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วกลับมาฟื้นตัวเป็นไตรมาสสูงสุดในรอบปี หรือจะมีรายได้รวมเท่ากับ 4,963 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และ 20.8% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2552 เพิ่มขึ้น 6.6% จากเดิมที่ 1,199 ล้านบาท เป็น 1,278 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.3941 บาท โดยกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 47.95% จาก 47.6%

สำหรับในปี 2553 ทางฝ่ายปรับเพิ่มกำไรสุทธิ 14.4% เป็น 1,676 บาท กำไรต่อหุ้น 0.5167 บาท โดยกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจาเพิ่มรายได้อสังหาริมทรัพย์จากการขายคอนโดมิเนียมของโครงการเซนต์ รีจีส จำนวน 4 ห้อง ที่คาดว่าจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท จึงปรับราคาพื้นฐานปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 14.10 บาท แนะนำ “ซื้อ”

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ