
' แอกซ่าฐานะแข็งแกร่ง พร้อมรับมือทุกความเสี่ยง
การทำธุรกิจประกันภัยนับจากนี้ไปจะต้องเดินบนเส้นทางแห่งความเสี่ยงที่สูงขึ้น
การทำธุรกิจประกันภัยนับจากนี้ไปจะต้องเดินบนเส้นทางแห่งความเสี่ยงที่สูงขึ้น
โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์
การทำธุรกิจประกันภัยนับจากนี้ไปจะต้องเดินบนเส้นทางแห่งความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงจนยากที่จะคาดการณ์ ความเสี่ยงจากการกระทำของมนุษย์อย่างกรณีเผาบ้านเผาเมือง และความเสี่ยงจากกฎระเบียบและกติกาใหม่ ที่คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ในเดือน ก.ย.นี้จะเริ่มนำหลักเกณฑ์เรื่องความพอเพียงของเงินกองทุน การดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง (RBC) มาใช้ในธุรกิจประกันภัย และบริษัทที่อยู่ในธุรกิจประกันภัยจะมีความพร้อมในการรับมือได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องติดตาม
ทว่าในส่วนของบริษัท แอกซ่าประกันภัย (AXA) ภายใต้การนำของ กี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ ได้กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า แอกซ่าประกันกันมีความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ
เพราะหากดูฐานทุนของบริษัทในปัจจุบันที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 352 .64 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 2,046.5 ล้านบาท สินทรัพย์ลงทุน 1,329.6 ล้านบาท มีเงินกองทุนส่วนเกินต่อเงินสำรองประกันภัยอยู่ที่ 349.6 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้กำหนดไว้ถึง 3 เท่า และเพียงพอทั้งในการทำธุรกิจและเพียงพอในการรองรับกฎเกณฑ์ใหม่ของ คปภ.โดยเฉพาะในเรื่องของ RBC ได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังสามารถรับมือกับความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัย ที่เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่รอปะทุในช่วง 12 ปีข้างหน้า จากกรณีเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อช่วงปีที่ผ่านมาได้ด้วย
“ตอนนี้ความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัย นอกจากเรื่องภัยธรรมชาติ กฎ RBC แล้วยังมีกรณีเผาเมืองที่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้ยังไม่มีการจ่ายค่าเคลมให้กับลูกค้าผู้เอาประกัน เนื่องจากกรมธรรม์ที่ซื้อนั้นไม่ได้ครอบคลุมเรื่องการก่อการร้าย และแม้ว่าบริษัทประกันภัยที่รับซื้อจากลูกค้าจะมีการรับประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศกว่า 90% แต่หากที่สุดแล้วไม่จ่ายเพราะเป็นการก่อการร้าย ลูกค้าผู้เอาประกันก็จะต้องฟ้องร้องบริษัทประกัน และเมื่อลูกค้าฟ้องร้องบริษัทประกันก็จะต้องนับหนึ่งในการตั้งสำรองความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งประเมินคร่าวๆ ว่าจะมีความเสียหายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และยอดเงินสุทธิที่บริษัทประกันภัยต้องรับประมาณ 2,000 ล้านบาท และเมื่อถึงเวลานั้นธุรกิจประกันก็จะมีทุนที่ไม่เพียงพอตามเกณฑ์ คปภ.”
กี่เดช กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทุกๆ ด้านได้อย่างดี ดังนั้นในแผนการทำธุรกิจของบริษัทในปีนี้และในอนาคตข้างหน้าได้มีการปรับโครงสร้างและวางแผนอย่างชัดเจนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และมีเป้าหมายชัดเจนว่าในอีก 5 ปีหน้านับจากนี้ บริษัทจะมีรายได้หรือมีเบี้ยประกันภัยในระดับ 3,000 ล้านบาทให้ได้และเมื่อถึงเวลานั้นบริษัทก็จะก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1015 ของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย จากปัจจุบันเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว และในการเติบโตนั้นกลยุทธ์การเติบโตด้วยการเข้าซื้อกิจการหรือเทกโอเวอร์ยังถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญและถือเป็นที่มาของ AXA ที่เราเติบโตมาจากการซื้อกิจการ และการซื้อกิจการจะถูกลดบทบาทลงเมื่อเรามีขนาดที่ใหญ่พอหรือมีการประหยัดต่อขนาดที่ดีนั้นเอง
สำหรับเป้าหมายธุรกิจปีนี้ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยไม่ต่ำกว่า 2,100 ล้านบาท และจะเป็นปีแรกที่แอกซ่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับทะลุ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะโต 10-15% จากปี 2553 ที่ทำได้ 1,849.6 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิเพียง 7.7 ล้านบาท เพราะเจอเหตุน้ำท่วมหนักที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นฐานลูกค้ารายใหญ่ที่อำเภอเดียวเงินหายไปถึง 230 ล้านบาท รวมถึงนครราชสีมาตลอดจนถึงความรุนแรงในประเทศด้วย
กี่เดช กล่าวว่า สัดส่วนที่มาของเบี้ยประกันภัยจะมาจากธุรกิจรับประกันภัยรายบุคคล (รายย่อย) ประมาณ 65% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 54% งานธุรกิจรับประกันภัยลูกค้าขนาดใหญ่ 35% ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 42%เพราะธุรกิจนี้มีความเสี่ยงสูงทั้งจากเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติต่างๆ จึงลดขนาดลงมา และงานธุรกิจรับประกันภัยสุขภาพ 5% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 4% ซึ่งโครงสร้างการทำธุรกิจของบริษัทเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกันกฎใหม่ของ คปภ.ที่หากธุรกิจไหนมีความเสี่ยงสูงก็จะกินทุนหรือต้องมีการตั้งสำรองเมื่อมีการนำกฎ RBC มาใช้ เช่นเดียวกันกับการลงทุนที่หากลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็จะต้องตั้งสำรองสูงเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ในส่วนของบริษัทนั้นไม่มีการลงทุนในหุ้นมา 1-2 ปี แล้วจากก่อนหน้าที่มีพอร์ตหุ้น 200 ล้านบาท แต่จะเน้นลงทุนพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลังมากกว่าเพราะความเสี่ยงไม่มาก
“หลัง คปภ.นำเกณฑ์ RBC มาใช้เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจประกันภัยจะมีผลกำไรที่ลดลงด้วย เพราะหลังจากนี้กำไรที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเกิดจากธุรกิจที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนกำไรจากเงินลงทุนที่ก่อนหน้าธุรกิจประกันภัยจะมีกำไรจากการลงทุนกับธุรกิจปกติในสัดส่วน 50:50 ก็จะลดลงไป เพราะลงหุ้นเยอะก็จะเจอความเสี่ยงเยอะด้วย” กี่เดช กล่าว
นอกจากนี้ จะมุ่งธุรกิจรับประกันภัยสุขภาพ แอกซ่าตั้งเป้าเติบโตเกิน 100% โดยปี 2554 จะค่อยๆ ทยอยออกแผนประกันสุขภาพใหม่ๆ เช่น International Exclusive ซึ่งเป็นแผนประกันภัยสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองทั่วโลก หรือจะเลือกโซนทวีปที่รับความคุ้มครองก็ได้ ทั้งนี้ยังให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 87 ล้านบาท นอกจากนี้ แผนประกันภัยสุขภาพ International Exclusive ยังมีจุดเด่นโดยให้ความคุ้มครองการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่เป็นมาก่อนการรับประกันภัย และครอบคลุมถึงการรักษาแบบแพทย์แผนทางเลือกอย่างเช่น ไคโรแพรคติก แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ซึ่งแผนนี้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นพวก Executive ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือพวก Expat ชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย โดยลูกค้าจะเป็นกลุ่ม HiEnd ที่มีกำลังซื้อ และเราขายผ่านช่องทางหลักคือบริษัทนายหน้า International และตัวแทนที่มีเครือข่ายลูกค้าชาวต่างชาติ และจะเปิดสาขาใหม่รวมถึงจะเปิดสาขาใหม่ 5 สาขา
แจ็ค เจียง หัวหน้าระดับภูมิภาค สายงานคณิตศาสตร์ประกันภัย แอกซ่าฮ่องกง กล่าวว่า เครือ AXA มีความพร้อมรับมือกับทุกกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นเพราะหากดูแอกซ่าในประเทศต่างๆ จะเห็นว่ามีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งทั้งในส่วนของกองทุนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 เพราะบริษัทมีการทำธุรกิจที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่า เพราะการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงไม่มากจะทำให้เมื่อมีการประเมินค่าก็จะทำให้เงินกองทุนดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีทีมงานที่ครบวงจรในการวิเคราะห์ การลงทุน การทำธุรกิจ
ด้าน ปาง เซียง ไช ที่ปรึกษาคณิตศาสตร์ประกันภัย บริษัท มิลลิแมน กล่าวว่า แม้ คปภ.จะนำเกณฑ์ RBC มาใช้ แต่เชื่อว่าบริษัทประกันภัยของไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนและจะมีเพียง 3 รายเล็กเท่านั้นที่จะมีปัญหาแต่ 2 ใน 3 บริษัทนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะใส่ทุนเข้ามาได้ ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อ คปภ.นำกฎเกณฑ์นี้มาใช้จะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย และจะเห็นว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจที่ล้มละลายไปนั้นไม่ได้เกิดจากเรื่องของกฎเกณฑ์แต่เกิดจากการทุจริตเป็นหลัก และแม้ว่าจะนำ RBC มาใช้ก็จะไม่สามารถป้องกันการทุจริตในธุรกิจประกันภัยได้ ซึ่งการจะทำให้การทุจริตไม่เกิดขึ้นจะต้องนำระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ควบคู่ไปด้วยและ RBC ก็จะไม่ใช่ตัวเร่งที่จะทำให้ธุรกิจประกันภัยมีการควบรวมกิจการระหว่างกันด้วย
“เกณฑ์ RBC ของไทยที่ระดับ 10% ถือว่าไม่ได้เข้มและเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะในการเรียกร้องค่าสินไหมเกิดขึ้นในระยะสั้น 1-2 ปี ก็จบแล้วแต่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซียใช้เวลานาน 6-7 ปี ดังนั้นเกณฑ์ RBC ของเขาถึงเข้มมากเพราะถ้าเวลายิ่งช้าก็จะยิ่งกินทุนของบริษัท ดังนั้นจึงต้องมีเกณฑ์ในระดับที่สูง” ปาง เซียง ไช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผู้บริโภคนั้น การนำ RBC มาใช้นั้นจะได้ประโยชน์แน่นอน เพราะจะทำให้บริษัทมีการบริหารที่มีคุณภาพโอกาสในการล้มละลายน้อยลง มีการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์และเมื่อมีการจ่ายค่าสินไหมเกิดขึ้นบริษัทประกันก็มีคุณภาพก็สามารถจ่ายสินไหมได้
ส่วนในตัวบริษัทเมื่อมี RBC ที่ดีก็จะได้รับเครดิตดี ต้นทุนทางการเงินก็จะถูกลงในที่สุด







