posttoday
โรงกลั่น-อาหารส้มหล่น

โรงกลั่น-อาหารส้มหล่น

12 มีนาคม 2554

ภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นกระหน่ำหุ้นทั่วโลก หุ้นไทยหลายตัวดีดขึ้นสวนตลาดหุ้นดิ่ง 12 จุด TOPTUF เซียนทองแนะขายทิ้งก่อนราคาร่วงแรง

ภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นกระหน่ำหุ้นทั่วโลก หุ้นไทยหลายตัวดีดขึ้นสวนตลาดหุ้นดิ่ง 12 จุด TOPTUF เซียนทองแนะขายทิ้งก่อนราคาร่วงแรง

ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นทั่วโลก ค่าเงินเอเชียร่วงระนาว รวมถึงราคาพลังงานและทองคำ

แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นตามมา ซึ่งเห็นได้จากราคาหุ้นหลายตัวที่ถูกทิ้งโครมออกมาในช่วงบ่าย ราคาร่วงลงแรงตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่ทรุดกว่า 15 จุด แต่เพียงพริบตาเดียวก็มีแรงซื้อหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้กลับมาอย่างรวดเร็ว เช่น บริษัท ไทยออยล์(TOP) หลังจากค่าการกลั่นดีดขึ้นมาอยู่ที่ 9 เหรียญสหรัฐ จากระดับ 6.14 เหรียญสหรัฐเมื่อวันก่อน รวมถึงหุ้นบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บวกเกือบ 2 บาท

โรงกลั่น-อาหารส้มหล่น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ประเมินว่าแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ถ่านหินและโรงกลั่น จึงแนะนำให้ซื้อหุ้นไทยออยล์ เนื่องจากค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเมื่อน้ำมันสุกขาดแคลน

การปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอกินาวา และอาจมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆ ปิดตามมา ถ้าปิดกันมากและเป็นระยะเวลานาน ก็จะต้องหันมาใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัท บ้านปู (BANPU) ที่ส่งออกถ่านหินไปญี่ปุ่น ในขณะที่บริษัท ลานนา (LANNA) กับบริษัท เอเชียกรีนเอนเนอจี (AGE) ไม่มีลูกค้าในญี่ปุ่น แต่จะได้ผลดีจากราคาถ่านหินที่ปรับสูงขึ้นหากความต้องการจากญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้าอาหารสำเร็จรูปจากไทยทั้งไก่และกุ้งจำนวนมาก หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวสงบแล้ว น่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจอาหารแช่แข็ง

นอกจากนั้น ยังส่งผลดีต่อผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงวัสดุก่อสร้างซึ่งต้องการใช้สำหรับการบูรณะซ่อมแซมบ้านเมืองเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของเหล็กและปูนซีเมนต์ แต่บริษัทจดทะเบียนไทยส่งออกเหล็กและปูนซีเมนต์ไปญี่ปุ่นน้อย ส่วนบริษัทรับเหมาที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็มีโอกาสออกไปรับงาน

สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจในญี่ปุ่นคือ บริษัท เอ็มซีเอสสตีล (MCS) บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ส่งออกญี่ปุ่น 12% บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) ขายให้นิชิเร 10% ของรายได้รวม นิชิเร มีส่วนแบ่งการตลาดไก่ปรุงสุกมากเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งคำสั่งซื้ออาจชะลอตัวในระยะสั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท การบินไทย (THAI ) รายได้จากญี่ปุ่น 9% ของรายได้รวมบริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ทาพาโก้ (TAPAC)

นายไน ยวนชิ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มซีเอส สตีล (MCS) ปัจจุบันถือหุ้นในบริษัทเหล็กที่ญี่ปุ่นคือ MCS–STEEL JAPAN กล่าวว่า ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ทางบริษัทได้มีการประชุมทางโทรศัพท์ตลอดเวลา ซึ่งไม่พบว่ามีปัญหาหรือผลกระทบอะไร เพราะเหตุการณ์ไม่ได้เกิดโดยตรงที่โตเกียว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสึนามิทำให้มีการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นในเมืองที่ได้รับความเสียหายและอาจเป็นโอกาสให้มีการซื้อวัสดุที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างเช่นเหล็กได้

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์ไฮด์ (IHL) ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายเบาะหนังรถยนต์ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าที่ผลิตให้กับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไม่ได้ส่งออกไปจำหน่ายที่ตลาดรถยนต์ญี่ปุ่น แต่ส่งขายให้ค่ายรถยนต์ในเมืองไทย ซึ่งทุกค่ายมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย

“สินค้าของอินเตอร์ไฮด์ผลิตให้กับค่ายรถยนต์ในไทย ไม่ได้ส่งกลับไปที่ญี่ปุ่น ซึ่งทุกค่ายมีฐานผลิตในไทยผลิตและขายในไทย ค่ายรถยนต์จึงไม่ได้รับผลกระทบครั้งนี้” นายองอาจ กล่าว

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ไทยซัม มิท กล่าวว่า การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของกลุ่มให้กับค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่น จะไม่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ เนื่องจากชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตไม่ได้ส่งออกไปขายให้กับญี่ปุ่น แต่ส่งผลิตขายให้กับค่ายรถยนต์ในประเทศเท่านั้น

ด้านหุ้นบริษัท การบินไทย (THAI) เจอ 2 เด้ง นอกจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นแล้ว เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ยังตรงกับวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิรับเงินปันผลหุ้นละ 1.25 บาท ทำให้ราคาหุ้นร่วงแรงปิดที่จุดต่ำสุดของวัน 39.75 บาท รูดลง 1.75 บาท คิดเป็นการปรับตัวลง 4.22%

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นเป็นการซ้ำเติมผลการดำเนินงานของบริษัท การบินไทย ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานปรับตัวขึ้นมาก แม้ว่ามีการซื้อป้องกันความเสี่ยงส่วนหนึ่งแล้วก็ตาม

นายบุญเลิศ สิริภัทรวาณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส กล่าวว่า เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่นจะกดดันราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนเกิดความวิตกแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายออกมา

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามมุมมองของนักลงทุนต่อไปว่าจะใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงจากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่

“ทั้งหุ้นและราคาทองจะปรับตัวลดลงพร้อมกัน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยธรรมชาติ นักลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นการถือครองเงินสดมากกว่าถือครองสินทรัพย์อื่นๆ ไม่เหมือนกับเหตุการณ์การเมือง หรือสงครามที่นักลงทุนจะหันไปถือครองทองคำแทนหุ้น”

สำหรับคำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มีทองคำอยู่ในพอร์ตขณะนี้ควรทยอยลดพอร์ตลงประมาณ 30-40% หรือนักลงทุนที่รับรู้กำไร ควรปิดสถานะเพื่อรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดยประเมินว่าราคาทองคำในตลาดโลกในรอบนี้จะปรับตัวลดลงสู่แนวรับที่ 1,405-1,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69