
ชาวไร่อ้อยขอกันน้ำตาล3ล้านกระสอบไว้ที่กองทุนฯ
ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล ขอกันน้ำตาล 3 ล้านกระสอบไว้ที่กองทุนฯ ค้านเพิ่มเข้าไปในโควตา ก หวั่นน้ำตาลไม่พอ ไหลเข้าภาคอุตสาหกรรม ไม่ถึงมือประชาชน
ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล ขอกันน้ำตาล 3 ล้านกระสอบไว้ที่กองทุนฯ ค้านเพิ่มเข้าไปในโควตา ก หวั่นน้ำตาลไม่พอ ไหลเข้าภาคอุตสาหกรรม ไม่ถึงมือประชาชน
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับชาวไร้อ้อยและโรงงานน้ำตาล ทุกฝ่ายมีความเห็นว่าจะขอกันน้ำตาลจำนวน 3 ล้านกระสอบมาสำรองไว้ที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อนำมากระจายสู่ภาคครัวเรือนอย่างทั่วถึง เมื่อน้ำตาลในตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว แทนการเพิ่มเข้าไปในบัญชีจัดสรรน้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) เนื่องจากเห็นว่าการขณะนี้น้ำตาลโควตา ก ที่กำหนดไว้ที่ 25 ล้านกระสอบ เพียงพอต่อความต้องการในประเทศอยู่แล้ว
ทั้งนี้ น้ำตาลจำนวนดังกล่าวจะเก็บสำรองไว้ ถ้าพบว่าสถานการณ์น้ำตาลในตลาดตึงตัวกองทุนฯ จะเป็นผู้กระจายน้ำตาลในส่วนนี้เอง ซึ่งจะกระจายสู่ประชาชน ไม่เกี่ยวกับโมเดิร์นเทรดและโรงงานอุตสาหกรรม
ดังนั้น การประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) ที่มีนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีรมการค้าต่างประเทศ เป็นประะธาน ต้องเลื่อนการประชุมออกไป จากเดิมที่กำหนดประชุมในวันที่ 11 มี.ค.เพราะไม่จำเป็นต้องมาพิจารณาจัดสรรน้ำตาลโควตา ก ใหม่
“วิธีบริหารจัดการนั้นเราคงจะต้องติดตามเป็นระยะถ้าพื้นที่ไหนขาดแคลนก็พร้อมจะนำไปช่วยทันที จะขายผ่านอุตสาหกรรมจังหวัดหรือจะขายตรงยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เช่นที่กองทุนฯเคยทำก็ได้ แต่เราเน้นให้ถึงมือรายย่อย ไม่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมและโมเดิร์นเทรด”นายวิฑูรย์กล่าว
นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัดทุกแห่งช่วยตรวจสอบสถานการณ์น้ำตาลทรายในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิดว่าเกิดปัญหาขาดแคลน ราคาแพงหรือไม่อย่างไรแล้วให้รายงานกลับมาทุกวันเพื่อประเมินแนวทางการบริหารงานอย่างทันท่วงที
นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณน้ำตาลทรายโควตาก 25 ล้านกระสอบ เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน เพราะเพิ่มจากปีที่แล้วถึง 3 ล้านกระสอบ ซึ่งการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคของประชาชน ชาวไร่จึงเป็นว่าหากเพิ่มน้ำตาลทรายโควตา ก เข้าไปอีก 3 ล้านกระสอบ เป็น 28 ล้านกระสอบ น้ำตาลก็จะตกไปอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรม ไม่ถึงผู้ใช้น้ำตาลรายย่อย
ดังนั้น จึงต้องการกันน้ำตาลไว้ที่กองทุนฯ แทน เพื่อความสบายใจของผู้บริโภค และหากมีสถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ ค่อยกระจายน้ำตาลส่วนนี้ออกมา
ขณะที่ปัญหาน้ำตาลที่ไปถึงมือผู้บริโภคในบางพื้นที่แพงกว่าราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ที่ 23.50 บาทต่อกิโลกรัม ต้องเข้าใจว่าขณะนี้ต้นทุนในการบริหารจัดการสูงขึ้น การที่ยี่ปั๊วไปซื้อน้ำตาลจากโรงงานนำมาขายต่อผู้ค้ารายย่อยก็ต้องมีค่าขนส่ง ยิ่งขายต่อหลายทอดยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้น จนถึงสุดท้ายมาที่ร้านโชว์ห่วยที่ซื้อน้ำตาลกระสอบมาตักใส่ถุงขาย ก็ต้องมีค่าตักน้ำตาล ค่าถุง ราคาขายน้ำตาลปลายทางที่ผู้บริโภคซื้อจึงเฉลี่ยอยู่ที่ 23-25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการค้าขายในทุกทอดผู้ค้าย่อมต้องการกำไร
ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงควรไปพิจารณาสูตรการคำนวณราคาแนะนำน้ำตาลใหม่ให้ทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะราคาที่ใช้อยู่ใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว หากกำหนดไว้เข้มงวดมากสุดท้ายร้านโชว์ห่วยก็อยู่ไม่ได้ ต้องหันไปขายสินค้าอย่างอื่นแทน







