
โภคภัณฑ์-หุ้นนอกเจ๋ง
เครดิตสวิสชอบไทยไม่จุกเฟ้อบล.กสิกรหั่นเป้าดัชนีลง30จุด
เครดิตสวิสชอบไทยไม่จุกเฟ้อบล.กสิกรหั่นเป้าดัชนีลง30จุด
เครดิตสวิส ยกน้ำหนักหุ้นไทย เชื่อไม่อั้กเงินเฟ้อ “ก้องเกียรติ” แนะเพิ่มลงทุนหุ้นต่างประเทศ โภคภัณฑ์ ต่างชาติทิ้งหุ้นเอเชียดิ่ง
ตลาดหุ้นทั่วโลกเฉาอีกระลอก ข่าวร้ายกระหน่ำเข้ามาใกล้ นักลงทุนจะต้องใช้กลยุทธ์การลงทุนให้ทันกับสถานการณ์ โดยนายแดน ไฟน์แมน นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิตสวิส ยังคงน้ำหนักมากกว่าตลาดสำหรับหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะเชื่อว่าหุ้นไทยไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ให้ระวังหุ้นที่อ่อนไหวต่อเรื่องนี้
“หุ้นพลังงานได้ดีสูงสุด และหุ้นธนาคารใหญ่ได้ประโยชน์จากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมัน ค่าแรงงาน และเหล็กที่สูงขึ้น เป็นผลร้ายต่อหุ้นรับเหมาก่อสร้าง” นายไฟน์แมน กล่าว
ดอกเบี้ยที่สูงเป็นผลเสียต่อหุ้นที่มีหนี้สูง คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และราคาน้ำมันแพงกระทบหุ้นบริษัท การบินไทย
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส เปิดหลักการลงทุนปี 2554 ว่าต้องหนีเงินเฟ้อหันไปลงทุนหุ้นในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งในส่วนพอร์ตของบริษัทได้ลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในประเทศไปแล้ว 20-30% จากเมื่อสิ้นปีก่อน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ขายพันธบัตรระยะยาวทิ้ง และโยกไปลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งประเภทอุตสาหกรรมหนักและเบาอย่างสินค้าเกษตร รวมทั้งกลุ่มอาหาร เพราะมีราคาสูงตามความต้องการที่มากขึ้น
ขณะนี้ราคาหุ้นบริษัทชั้นนำของโลกถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับไทย และะปีนี้ต้องจับตากลุ่มธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่น เพราะหากปรับขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.5% กำไรของธนาคารจะเติบโตเร็วมาก
นายวิรไทสันติประภพ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นคงจะแผ่วลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะนักลงทุนบางส่วนกระจายเงินไปลงทุนยังสินทรัพย์อื่น ซึ่งหากประเมินการลงทุนทั้งโลกแล้วจะพบว่าสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ธัญพืชและน้ำมัน สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีจากราคาผันผวน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงกระทบต่อกำไรของ บจ. คาดว่าน่าจะโต 14-15% ไม่สูงถึง 30% เท่าปีก่อน
“นักลงทุนยังคงต้องติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง และการเมืองในประเทศ ซึ่งต่างชาติยังกังวลอยู่” นายวิรไท กล่าว
สำหรับภาพรวมการซื้อขายหุ้นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ดัชนีปิดที่ 987.91 จุด เพิ่มขึ้น 2.47% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมเพิ่มขึ้น 8,003,836 ล้านบาท หลังนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อจำนวน 8,432 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 25% เทียบปี 2553อยู่ที่ 18% ขณะที่รายบุคคลเคยสูงถึง 62% ในปีก่อน ลงมาอยู่ที่ 52%
บล.กสิกรไทย ปรับลดเป้าหมายดัชนีปีนี้ลงจาก 1,220 จุด มาอยู่ที่ 1,180 จุด และคาดว่าจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 950 จุดอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นจุดที่น่าสะสมหุ้น
ด้านตลาดหุ้นเอเชียดำดิ่งลงแรงเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ส่วนไทยเก่ง บวก 2.21 จุด ปิดที่ 1,019.22 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายเพียง 25,636ล้านบาท และต่างชาติกลับมาขาย 766 ล้านบาท แต่เข้าซื้อในตลาดตราสารหนี้ 2,639 ล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นเพราะมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนลงสู่ระดับ Aa2 ตอกย้ำปัญหาหนี้ในยุโรปหลังจากเพิ่งปรับลดอันดับเครดิตพันธบัตรรัฐบาลกรีซลงรวดเดียว 3 ขั้น สู่ระดับ B1 และถูกซ้ำเติมจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปีนี้เพิ่มเป็น 102 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อน 9 เหรียญสหรัฐ







