
ฟิทช์ฟันธงดบ.ขึ้นคู่แข่งประกันชีวิต
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ดอกเบี้ยขาขึ้นคู่แข่งธุรกิจประกันชีวิต แต่แนวโน้มยังมีเสถียรภาพ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ดอกเบี้ยขาขึ้นคู่แข่งธุรกิจประกันชีวิต แต่แนวโน้มยังมีเสถียรภาพ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ เปิดเผยในบทวิเคราะห์เกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตไทยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้บริษัทประกันชีวิตต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนอื่นๆ เพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบน่าจะเป็นในเรื่องของการที่อัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่อาจปรับตัวลดลง มากกว่าที่จะเห็นการเวนคืนกรมธรรม์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ฟิทช์ยังคาดว่าบริษัทประกันชีวิตไทยจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ในระยะปานกลาง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่คาดว่าน่าจะสูงขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวอ่อนแอลง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าที่คาดการณ์ อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันในระดับที่เห็นใน 3 ปีที่ผ่านมาอาจจะปรับตัวลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแผนการลงทุนของบริษัทประกันได้
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเบี้ยประกันโดยรวมในปีนี้ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักจากช่องทางขายผ่านธนาคารที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีช่องทางขายที่หลากหลายมากขึ้น และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ถือกรมธรรม์มีเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจผลตอบแทนการลงทุนก็ดีขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวโน้มของธุรกิจยังคงมีเสถียรภาพเนื่องจากการคาดการณ์ว่าการเติบโตของเบี้ยประกันน่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือประกันชีวิตผ่านธนาคาร และการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลกำไรและสถานะเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิต
ทั้งนี้ เบี้ยประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตถึง 14% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 2.96 แสนล้านบาทในปี 2553 แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ที่ส่งผลให้ธุรกิจเกิดการหยุดชะงักในระยะสั้น
การเติบโตของเบี้ยประกัน มีสาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดประกันชีวิตผ่านธนาคารมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ถือกรมธรรม์มีเพิ่มขึ้น
ฟิทช์ คาดว่า เบี้ยประกันจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554 และจะยังคงจะเห็นผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้ รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้นและการควมคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้บริษัทประกันชีวิตเผชิญกับการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนอื่นๆ แต่ผลกระทบน่าจะเป็นในเรื่องของการที่อัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่อาจจะปรับตัวลดลง มากกว่าที่จะเห็นการเวนคืนกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ฟิทช์ ยังคาดว่าบริษัทประกันชีวิตไทยจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ในระยะปานกลาง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่คาดว่าน่าจะสูงขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น
“แม้ว่าความผันผวนของตลาดหุ้นจะเป็นความเสี่ยง แต่บริษัทประกันมีการลงทุนในตราสารหุ้นในสัดส่วนที่จำกัด เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวด”น.ส. นฤมล ชาญชนะวิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตบริษัทประกันในเอเชียแปซิฟิค กล่าว
สำหรับ แนวโน้มในระยะยาว ฟิทช์ มองว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆน่าจะทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทประกันชีวิตปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น โดยการนำหลักการการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Riskbased capital framework) มาใช้ในปี 2554 น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากจะช่วยให้มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่มีความโปร่งใสมากขึ้น และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจะสะท้อนความเสี่ยงที่ดีขึ้น ในด้านค่าใช้จ่าย บริษัทประกันชีวิตไทยได้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการขายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปอย่างตอเนื่อง เนื่องจากความหลากหลายของช่องทางการจำหน่าย
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวอ่อนแอลง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันในระดับที่เห็นใน 3 ปีที่ผ่านมาอาจจะปรับตัวลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวลง นอกจากนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแผนการลงทุนของบริษัทประกันได้
&<2288;
โพสต์ทูเดย์ฟิทช์ เรทติ้งส์ ฟันธง ประกันชีวิตไทยมีเสถียรภาพ จากเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง โดยช่องทางการขายผ่านธนาคารและสิทธิประโยชน์ทางภาษีหนุน
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า ธุรกิจประกันชีวิตของไทยยังคงแนวโน้มมีเสถียรภาพ เนื่องจากการคาดการณ์ว่าการเติบโตของเบี้ยประกันน่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือประกันชีวิตผ่านธนาคารและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของผลกำไรและสถานะเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิต
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้บริษัทประกันชีวิตเผชิญกับการแข่งขันจากผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนอื่นๆ แต่ผลกระทบน่าจะเป็นในเรื่องของการที่อัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่อาจจะปรับตัวลดลง มากกว่าที่จะเห็นการเวนคืนกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ฟิทช์ ยังคาดว่าบริษัทประกันชีวิตไทยจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้ในระยะปานกลาง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่คาดว่าน่าจะสูงขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น
&<2288;
ทั้งนี้ เบี้ยประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตถึง 14% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 2.96 แสนล้านบาทในปี 2553 แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ที่ส่งผลให้ธุรกิจเกิดการหยุดชะงักในระยะสั้น
การเติบโตของเบี้ยประกัน มีสาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดประกันชีวิตผ่านธนาคารมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ถือกรมธรรม์มีเพิ่มขึ้น
ฟิทช์ คาดว่า เบี้ยประกันจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554 และจะยังคงจะเห็นผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้ รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้นและการควมคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“แม้ว่าความผันผวนของตลาดหุ้นจะเป็นความเสี่ยง แต่บริษัทประกันมีการลงทุนในตราสารหุ้นในสัดส่วนที่จำกัด เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวด”น.ส. นฤมล ชาญชนะวิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดอันดับเครดิตบริษัทประกันในเอเชียแปซิฟิค กล่าว
สำหรับ แนวโน้มในระยะยาว ฟิทช์ มองว่าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆน่าจะทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทประกันชีวิตปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น โดยการนำหลักการการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Riskbased capital framework) มาใช้ในปี 2554 น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากจะช่วยให้มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่มีความโปร่งใสมากขึ้น และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนจะสะท้อนความเสี่ยงที่ดีขึ้น ในด้านค่าใช้จ่าย บริษัทประกันชีวิตไทยได้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการขายและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปอย่างตอเนื่อง เนื่องจากความหลากหลายของช่องทางการจำหน่าย
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวอ่อนแอลง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันในระดับที่เห็นใน 3 ปีที่ผ่านมาอาจจะปรับตัวลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวลง นอกจากนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแผนการลงทุนของบริษัทประกันได้







