
อเบอร์ดีนชิงลุยอินเดีย
ออกกองทุนหุ้นพร้อมขาย28ก.พ. ศก.ปึ้กกำไรโตปีละ1015%
โพสต์ทูเดย์
— บลจ.อเบอร์ดีน ชิงออกกองทุนซื้อหุ้นอินเดีย ชี้จังหวะเหมาะราคารูด รับแนวโน้มเศรษฐกิจแกร่ง กำไรดีนายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า บริษัทได้ออกกองทุนเปิดอเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ ซึ่งลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอินเดีย ผ่านกองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกลเบิลเอเดียน เอ็คควิตี้ ฟันด์ โดยเปิดขายครั้งแรกวันที่ 28 ก.พ.14 มี.ค. 2554 ลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท
ทั้งนี้ หากนักลงทุนจองซื้อในช่วงเสนอขายครั้งแรก สำหรับเงินลงทุนทุกๆ 1 ล้านบาท รับบัตรกำนัลเซ็นทรัล มูลค่า 1,500 บาท หรือหน่วยลงทุนกองทุนเปิดอเบอร์ดีน แคช ครีเอชั่น (ABCC) เป็นไปตามเงื่อนไข และคิดค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุนในอัตรา 1% หลังจากช่วงเสนอขายครั้งแรกจะคิดในอัตรา 1.50%
“
เศรษฐกิจอินเดียแข็งแกร่ง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 78% ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียได้ปรับตัวลงมาแตะที่ระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แม้จะยังมีโอกาสถูกขายทำกำไรในระยะสั้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสในการเข้าลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาว” นายอดิเทพ กล่าวนอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียได้รับแรงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจากอุปสงค์ในประเทศที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก โดยไม่ได้พึ่งพาการส่งออกมากนัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกไม่รุนแรง อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนระดับ 1015% ตลอด 5 ปีน่าจะเป็นไปได้สูง
สำหรับเงินเฟ้อซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเอเชีย แต่ก็เป็นโอกาสให้บริษัทในประเทศเพิ่มราคาที่เหมาะสมทำให้กำไรเติบโต ส่วนดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก
นายเอเดรียน ลิม ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ทีมตราสารทุนเอเชีย บลจ.อเบอร์ดีน ซึ่งบริหารกองทุนเปิดอเบอร์ดีน อินเดีย โกรท ฟันด์ (สิงคโปร์) กล่าวว่า ปัจจุบันทุนหลักมีขนาด 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 แสนล้านบาท ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 28 ม.ค. 2554 ติดลบ 6.17%ขณะที่ดัชนี MSCI India ลบ 8.98% และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 18.26% ดัชนี MSCI India อยู่ที่ 4.41% ย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 9.28% ดัชนี MSCI Indiaติดลบ 20.33%
กองทุนหลักเน้นลงทุนในธุรกิจภาคการเงินที่สอดคล้องกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน และเน้นลงทุนในบริษัทที่ให้บริการระบบสารสนเทศที่จะได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มการว่าจ้างของกลุ่มลูกค้าในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนกลุ่มพลังงานไม่ได้ให้น้ำหนักมาก เนื่องจากอินเดียนำเข้าน้ำมันเหมือนไทย อีกทั้งบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ก็ต้องเข้ามาอุ้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นฉุดส่วนต่างกำไร
“
ปัจจุบันเราลงทุนหุ้นเพียง 8 บริษัท ที่อยู่ใน 20 บริษัทแรกของดัชนีตลาดหุ้น เน้นเลือกบริษัทที่มีระดับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่ำ” นายลิม กล่าว






