
ขายตรง 1 ใน 5 ช่องทางฮอต สมาชิกซื้อ-ขายทะลุ 15 ล้านคน
วงการขายตรงไทยกว่า 5 หมื่นล้านบาท มีการเปลี่ยนแปลงมากจาก 5 ปีที่ผ่านมา ตามที่สมาคมการขายตรงไทย ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จัดทำโครงการสำรวจมูลค่าตลาด ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคและข้อมูลสำคัญของธุรกิจขายตรง ระหว่างปี 25522553 พบการเปลี่ยนแปลงชัดเจนของธุรกิจในรอบ 5 ปี
การสำรวจครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือการสำรวจความเห็นของประชาชนที่ไม่เคยอยู่ในระบบขายตรง ผู้บริโภคสินค้าในระบบขายตรง และสำรวจผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรง โดยข้อมูลสำคัญสำหรับภาพรวมธุรกิจขายตรงในปี 2552 มูลค่ารวม 52,895.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6% เทียบปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25.8% เทียบกับปี 2548 หรือ 5 ปีก่อนหน้านี้
ธนพัฒน์ หาพิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าวว่า การเก็บข้อมูลมูลค่าธุรกิจมาจาก 2 ส่วน คือ จากผลประกอบการของบริษัทขายตรง ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 200 บริษัท และจากการส่งแบบสอบถามให้กับบริษัทขายตรงตอบรับมา 129 บริษัท จำนวนนี้คิดเป็นส่วนแบ่ง 87.1% ของตลาดรวม
ทั้งนี้ ไม่นับรวมบริษัทขายตรงน้องใหม่อย่างเอม สตาร์ ที่มียอดขายเติบโตสูงมาก แต่ไม่ได้ร่วมตอบแบบสอบถามครั้งนี้ แต่สามารถเช็กข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและจากการที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ว่ายอดขายล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 4,900 ล้านบาท
สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คือข้อมูลของจำนวนสมาชิกในธุรกิจขายตรงที่เพิ่มจำนวนจาก 6.5 ล้านคน ในปี 2548 เป็น 15.3 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และเป็นจำนวนสมาชิกที่สมัครเพื่อซื้อสินค้า 9.7 ล้านบาท มากกว่าจำนวนสมาชิกที่ทำธุรกิจจำนวน 5.6 ล้านคน ขณะที่ 5 ปีก่อน จำนวนสมาชิก 4 ล้านคน ทำธุรกิจ อีก 2.5 ล้านคน สมัครเพื่อซื้อสินค้า
“
จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับสินค้าของขายตรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของสินค้า ถือเป็นจุดเด่นที่เป็นจุดแข็ง ที่ทำให้ขายตรงเป็นช่องทางสำคัญช่องทางหนึ่งในการจับจ่ายสินค้าของผู้บริโภค” ธนพัฒน์ กล่าวสำหรับผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกระบบขายตรง จะถือว่าช่องทางขายตรงเป็น 1 ใน 5 ช่องทางหลัก ที่ใช้จับจ่ายในปัจจุบัน ร่วมกับช่องทางห้างสรรพสินค้าขายส่ง (ไฮเปอร์มาร์เก็ต) ตลาดสดตลาดนัด ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อผ่านช่องทางขายตรงเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและน้ำหอม รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุดถนอมผิว สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สีสัน โดยผู้บริโภคมองว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายช่องทางขายตรงมีคุณภาพและราคาที่สูงกว่าช่องทางอื่น
ขณะที่ความเห็นของประชาชนที่ไม่เป็นผู้บริโภคของธุรกิจขายตรง มองภาพลักษณ์ของนักธุรกิจขายตรงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นใจในตัวเอง ที่เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน 14.5% และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อธุรกิจเลย 6% โดยภาพลักษณ์ไม่ดีที่เห็นชัดเจนที่สุด คือชอบสร้างแรงกดดันให้ซื้อสินค้า เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ทัศนคตินี้เพิ่มขึ้น 18.5% ขณะที่ทัศนคติเรื่องการไม่รับผิดชอบสินค้าลดลง
กิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของอุตสาห กรรมขายตรงในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่การยอมรับ ตอบรับการใช้ขายตรงเป็นธุรกิจหรือการประกอบอาชีพมากขึ้น ขณะเดียวกันให้การยอมรับกับนักธุรกิจอิสระมากขึ้นในเรื่องความรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภค ทั้งในแง่การนำเสนอสินค้าคุณภาพ และความรับผิดชอบในตัวสินค้า
“
ข้อน่าเป็นห่วง คือภาพลักษณ์ในเรื่องการกดดันให้ซื้อสินค้า ซึ่งหากพิจารณาในแง่ร้อยละของผู้บริโภคที่มีความเห็นข้อนี้ก็ถือว่ายังน้อยแต่เป็นข้อสังเกตที่นักธุรกิจอิสระต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น” กิจธวัช กล่าวด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงต้องนำไปปรับปรุง การให้ความรู้แก่นักธุรกิจอิสระในการดำเนินงานต่อไป ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจครั้งนี้จะเห็นว่าจุดอ่อนต่างๆ ของธุรกิจขายตรง ได้รับการปรับปรุงและทำให้ผู้บริโภคให้การยอมรับมากขึ้น เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้านี้







