
กสิกรไทยยกระดับสาขา อ้าแขนรับนักลงทุนญี่ปุ่น
...ทีมข่าวการเงิน
ยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยในวันนี้ มองเห็นศักยภาพของลูกค้ากลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่นมากขึ้น ล่าสุด บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นญี่ปุ่นไปแล้ว 14 แห่ง
เร็วๆ นี้จะลงนามเพิ่มอีก จนครอบคลุมทุกจังหวัดของญี่ปุ่น หลังพบว่าธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนมากกว่า 7,000 แห่ง มียอดขาย 5.3 ล้านล้านบาทต่อปี
โดยธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งการตลาด 12%
พัฒนพงศ์ ตัณฑ์สมบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ สายงานผลิตภัณฑ์บรรษัทและผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย เล่าว่า ผู้บริหารแบงก์ญี่ปุ่นได้เล็งเห็นความเจริญทางธุรกิจในประเทศไทย ธนาคารได้เชิญไปดูนิคมอุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นอยู่ ทุกคนต่างรู้สึกพอใจมากว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงกว่าที่คิด
จึงมีการทำข้อตกลงกับธนาคารเป็นพันธมิตรทางธุรกิจรวม 14 แห่ง ซึ่งล่าสุดธนาคารได้ลงนามกับธนาคารชิสึโอกะ ซึ่งเป็นแบงก์อันดับ 240 ของโลก ที่ทางคะสึโนริ นาคานิชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารชิสึโอกะ เดินทางมาจากญี่ปุ่นเพื่อลงนามด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 4 ก.พ. มาด้วยจำนวนลูกค้าในกระเป๋าค่อนข้างมาก มีสินเชื่อที่ลูกค้าต้องการถึง 4,000 ล้านบาท
พัฒนพงศ์ กล่าวว่า ลูกค้าธุรกิจในญี่ปุ่นตื่นตัวที่จะออกมาลงทุนนอกประเทศเพราะค่าเงินเยนแข็ง ซึ่งญี่ปุ่นไปลงทุนในจีนมาก แต่ยังต้องการหาฐานอีก 1 ประเทศ และได้เลือกไทย เนื่องจากมีภูมิศาสตร์ได้เปรียบในการขนส่งสินค้า
ทั้งนี้ ธนาคารชิสึโอกะ จะมีลูกค้าใหญ่คือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนได้ตามมาลงทุนในไทยจำนวนมาก ทางธนาคารมีการแนะนำลูกค้าว่าเป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะให้การดูแลลูกค้าเหมือนกัน
วิธีการปล่อยสินเชื่อ คือทางแบงก์แม่ในญี่ปุ่นจะมีการออกใบการันตีให้ลูกค้า (Stanby L/C) เช่น ลูกค้าต้องการสินเชื่อ 100 ล้านบาท ธนาคารชิสึโอกะจะออกใบสแตนด์บาย แอล/ซีให้ เพื่อนำมาขอวงเงินกับกสิกรไทย
โดยแบงก์แม่ในญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมทางการเงิน ส่วนกสิกรไทยจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสินเชื่อ ซึ่งคิดในอัตราปกติเพราะถือว่าลูกค้ากลุ่มนี้ได้รับการการันตีจากแบงก์พันธมิตรว่ามีฐานะการเงินดี
จากนั้นธนาคารกสิกรไทยก็จะดูว่านอกจากสินเชื่อแล้ว ลูกค้าต้องการบริการอื่นๆ หรือไม่ เช่น บริการการเงินเพื่อการส่งออก หรือให้พนักงานเปิดบัญชีเงินเดือนกับเรา
หรือแม้แต่ครอบครัวจะมาอยู่เมืองไทย ลูกจะเรียนหนังสือที่ไหน การทำใบอนุญาตทำงาน ซึ่งกสิกรไทยจะมีศูนย์สารสนเทศธุรกิจลูกค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะ
พัฒนพงศ์ กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารจะเร่งดำเนินการ 4 เรื่องหลัก ก็คือ 1.จะทำความร่วมมือกับแบงก์ท้องถิ่นญี่ปุ่นให้ครอบคลุมทุกแห่ง และทุกสาขาอุตสาหกรรมมีโปรแกรมความร่วมมือต่างๆ ไว้รองรับ
2.พัฒนารูปแบบการขาย ให้มีพนักงานที่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งขณะนี้กสิกรไทยมีพนักงานกลุ่มนี้จำนวน 30 คน
3.รูปแบบการบริการ จะมีช่องทางการเงินให้ลูกค้าญี่ปุ่นเลือก ทั้งเว็บไซต์ที่เป็นภาษาญี่ปุ่น เอทีเอ็มที่ให้สิทธิประโยชน์ที่คนญี่ปุ่นต้องการจริงๆ มีคอลเซ็นเตอร์รับสายพูดญี่ปุ่นได้
รวมทั้งสาขาที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจที่คนญี่ปุ่นอยู่มากหรือหนาแน่น ก็จะเพิ่มพนักงานที่สื่อสารกับชาวญี่ปุ่นได้เข้าไป ปีนี้จะมี 3 สาขาก่อน ที่ถนนสุขุมวิทซอย 33 นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และที่ จ.ระยอง
“โดยเป้าหมายของเราก็คือทุกจุดที่คนญี่ปุ่นอยู่ก็จะมีพนักงานที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เข้าไปดูแล” พัฒนพงศ์ กล่าว4.การจับคู่ทางธุรกิจ โดยนำนักธุรกิจญี่ปุ่นมาพบกับลูกค้าของธนาคาร ตามความต้องการที่แท้จริง โดยจะเน้นผู้ประกอบการ ที่มีคุณภาพ มีโอกาสเติบโตสูง เป็นการเพิ่มเครือข่ายผู้ซื้อและเพิ่มซัพพลายเออร์ที่เหมาะสม โดยจะดำเนินการทุกเดือน พ.ย.
พัฒนพงศ์ กล่าวว่า เราไม่ต้องการวิธีจับคู่ธุรกิจแบบออกบูธงานโฮมโชว์ แต่เราต้องกรองลูกค้าให้มีการศึกษาเบื้องต้นกันก่อน จากนั้นจะเจาะจงในการพบกันเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและทำให้การพบกันมีโอกาสในการประสบความสำเร็จสูง
หลังจากนี้คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า กสิกรไทยจะลงนามเป็นพันธมิตรกับธนาคารในญี่ปุ่นอีกกี่แห่ง และธนาคารในประเทศไทยแห่งอื่นๆ จะปรับตัวสู่ในสมรภูมินี้อย่างไร







