
อุตสาหกรรมเกษตรปี 70 เจอพิษเอลนีโญ ข้าว-ปาล์ม ส่อทรุด น้ำตาล-มัน-ยาง ยังโต
SCB EIC ชี้อุตสาหกรรมเกษตรปี 70 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน จับตา “น้ำตาล-มัน-ยาง” ยังโต รับราคาโลกพุ่ง สวนทาง “ข้าว-ปาล์ม” หดตัว จากพิษเอลนีโญ ลุ้นกฎ EUDR หนุนตลาด
KEY
POINTS
- SCB EIC ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมเกษตรปี 2570 ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้พืชเศรษฐกิจแต่ละชนิดมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกัน
- กลุ่มพืชเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัว ได้แก่ น้ำตาล มันสำปะหลัง และยางพารา โดยได้ปัจจัยหนุนจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นและความต้องการของตลาดโลก
- กลุ่มพืชเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหดตัว ได้แก่ ข้าวและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของเอลนีโญ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมเกษตรไทยในปี 2570 พบว่าในภาพรวมต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ
ส่งผลให้ทิศทางของพืชเศรษฐกิจแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง และยางพารายังมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่ข้าวและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มหดตัว
กลุ่มสินค้าเติบโตเด่น น้ำตาลนำโด่ง ดันส่งออกพุ่งกว่า 21%
อุตสาหกรรมน้ำตาล มีแนวโน้มขยายตัว จากการส่งออกที่มีแนวโน้มกลับมาขยายตัว จากปัจจัยหนุนด้านราคา ขณะที่ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของเอลนีโญ
โดยในปี 2570 คาดว่ามูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ +21.8%YoY เนื่องจากตลาดน้ำตาลโลกมีแนวโน้มกลับมาขาดดุล จากผลกระทบของเอลนีโญ ประกอบกับแรงจูงใจในการนำอ้อยไปผลิตเอทานอลที่เพิ่มขึ้นในบราซิล ส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกปรับตัวสูงขึ้น
อุตสาหกรรมยางพารา มีแนวโน้มขยายตัว โดย SCB EIC คาดว่า ในปี 2570 มูลค่าการส่งออกยางพารามีแนวโน้มฟื้นตัวราว +2.2% YoY จากราคายางที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงในระยะสั้น จากอุปทานที่ตึงตัวตามผลกระทบของเอลนีโญในปี 2569-2570 ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนยางสังเคราะห์และสนับสนุนราคายางธรรมชาติ
อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัว สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณผลผลิตที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวและความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศคู่ค้าที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจ
โดยในปี 2570 คาดว่ามูลค่าการส่งออกมันสำปะหลังมีแนวโน้มขยายตัว +8.9%YoY ตามปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และราคาที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากปัญหาอุปทานที่ตึงตัว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง
กลุ่มสินค้าเผชิญแรงกดดัน ข้าว-ปาล์มน้ำมัน ส่อแววหดตัว
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากแม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มลดลง และอุปสงค์การใช้งานน้ำมันปาล์มดิบโดยรวมมีแนวโน้มหดตัว โดยผลผลิตปาล์มสดคาดว่าจะอยู่ที่ 17.5 ล้านตัน (-2%YoY) ลดลงจากภาวะ Super El Nino ซึ่งส่งผลให้อัตราผลผลิตต่อไร่ลดลง
ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบมีแนวโน้มอยู่ที่ 39.8 บาท/กก. (+2%YoY) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบปาล์มสดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากอุปทานที่หายไปจากภาวะเอลนีโญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/2569-ไตรมาส 2/2570
อุตสาหกรรมข้าว มีแนวโน้มหดตัว จากปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากผลกระทบของเอลนีโญ โดยในปี 2570 คาดว่ามูลค่าการส่งออกข้าวมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ +5%YoY แม้เอลนีโญอาจหนุนคำสั่งซื้อจากประเทศผู้นำเข้าเพื่อสะสมสต็อก แต่การส่งออกถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ด้อยกว่าคู่แข่ง
ปัจจัยเสี่ยงมหภาคและโอกาสใหม่ด้านความยั่งยืน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปริมาณน้ำฝนและน้ำในเขื่อนที่ต่ำกว่าปกติ ภาวะฝนทิ้งช่วงต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/2570 ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตอ้อย ข้าวนาปี ยางพารา และปาล์มน้ำมันในระยะข้างหน้า
รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ มีแนวโน้มจำกัดการเติบโตของอุปสงค์สินค้าเกษตรในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยกดดันต่อแนวโน้มราคาพืชพลังงานและยางพารา
ส่วนกรณีนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แม้จะส่งผลกระทบผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ, การส่งออกสินค้าขั้นกลาง, การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเปิดตลาด แต่ภาพรวมต่อสินค้าเกษตรไทยยังถือว่าค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากนัก ขณะที่สินค้าหลักอย่างข้าวยังเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถหาสินค้าทดแทนได้ และการเปิดตลาดจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรไทยยังมีแรงหนุนสำคัญจากกระแสความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation – EUDR) ซึ่งจะเป็นโอกาสช่วยสนับสนุนการส่งออกยางพาราและปาล์มน้ำมันของไทยสู่ตลาดสากลได้ในระยะยาว







