posttoday
เขย่าสวัสดิการรักษาข้าราชการ เล็งโมเดลประกันกลุ่ม คุมงบฯค่ารักษา 4.5 หมื่นล.

เขย่าสวัสดิการรักษาข้าราชการ เล็งโมเดลประกันกลุ่ม คุมงบฯค่ารักษา 4.5 หมื่นล.

30 ตุลาคม 2569

รัฐแบกค่ารักษาข้าราชการเกือบ 4.9 ล้านสิทธิ ปี 2568 เบิกจ่ายจริง 1.06 แสนล้านบาท เกินงบเกือบ 1.3 หมื่นล้านบาท เร่งศึกษาโมเดลประกันกลุ่มเอกชน ตั้งเป้าลดรายจ่ายเหลือ 4.5 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเผชิญปัญหางบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลาย โดยยอดเบิกจ่ายจริงสูงเกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้ต้องพิจารณาแนวทางปฏิรูปเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
  • หนึ่งในแนวทางหลักที่กำลังศึกษาคือการนำระบบประกันสุขภาพกลุ่มจากบริษัทเอกชนมาใช้บริหารจัดการ เพื่อให้สามารถวางแผนและควบคุมงบประมาณได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
  • ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นเพื่อลดภาระงบประมาณลงเหลือประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี โดยยังคงสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการไว้เช่นเดิม

“สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ” เป็นอีกหนึ่งรายจ่ายก้อนใหญ่ของงบประมาณประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้สิทธิและต้นทุนการรักษาพยาบาล โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศเกือบ 4.9 ล้านคน ขณะที่ภาครัฐจัดสรรงบประมาณรองรับกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ยอดเบิกจ่ายจริงกลับ "สูงกว่า 1 แสนล้านบาท"

 

เขย่าสวัสดิการรักษาข้าราชการ เล็งโมเดลประกันกลุ่ม คุมงบฯค่ารักษา 4.5 หมื่นล.

 

ในปี 2568 ภาครัฐโดยสำนักงบประมาณได้ ตั้งงบประมาณไว้ 93,800 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 106,740 ล้านบาท เกินวงเงินที่ตั้งไว้เกือบ 13,000 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 รัฐจัดสรรงบไว้ 94,200 ล้านบาท แต่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 94,273 ล้านบาท สูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้แล้ว 73.72 ล้านบาท

 

สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญว่า รัฐจะบริหารสวัสดิการนี้อย่างไรให้ผู้มีสิทธิได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง โดยไม่ปล่อยให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นจนยากจะควบคุม

 

เนื่องจากค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้สิทธิเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ราคายา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้รัฐประเมินรายจ่ายล่วงหน้าได้ยาก และอาจต้องจัดหาเงินมารองรับเพิ่มเติมเมื่อยอดเบิกจ่ายสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้
 

ภาระดังกล่าวยังส่งผ่านในงบประมาณปี 2570 ซึ่งรัฐบาลจัดสรรค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐไว้ 94,200 ล้านบาท เป็นรายจ่ายด้านบุคลากรที่อยู่ในงบกลาง

 

สำหรับผู้มีสิทธิสวัสดิการดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเฉพาะข้าราชการที่ยังปฏิบัติงานอยู่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตร

 

ข้อมูลกรมบัญชีกลาง ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มีผู้มีสิทธิรวม 4,896,816 คน แบ่งเป็นเจ้าของสิทธิ 2,308,765 คน และบุคคลในครอบครัว 2,588,051 คน

 

จากภาระรายจ่ายประจำปีที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลเริ่มพิจารณาทางเลือกในการปรับระบบสวัสดิการ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำระบบประกันสุขภาพแบบกลุ่มจากบริษัทประกันเอกชนมาใช้บริหารค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้ภาครัฐจัดการความเสี่ยงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้เป็นระบบมากขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าลดรายจ่ายจากระดับกว่า 1 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี 

 

โดยยังคงสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการไว้เช่นเดิม ตามข้อกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ข้าราชการเคยได้รับ แต่ต้องปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงยิ่งขึ้น

 

นอกจากการปรับรูปแบบการบริหารค่าใช้จ่ายแล้ว อีกแนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาระบบข้อมูล โดยเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา การสั่งจ่ายยา และประวัติผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งเข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายได้สะดวกขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และปิดช่องโหว่การทุจริต ซึ่งจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้อีกทางหนึ่ง

 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การนำระบบประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารค่ารักษาพยาบาล จะทำให้ภาครัฐจัดการความเสี่ยงได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการกำหนดขอบเขตความคุ้มครองและการวางแผนงบประมาณ โดยต้องอาศัยข้อมูลการรักษาจากโรงพยาบาลทั่วประเทศเป็นฐานในการประเมินค่าใช้จ่าย

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ประกันเอกชนมีทั้งโอกาสและข้อจำกัด หากรัฐสามารถกำหนดเบี้ยประกันและขอบเขตความคุ้มครองได้ชัดเจน ก็อาจช่วยให้วางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น ขณะที่กระบวนการตรวจสอบสินไหมของบริษัทประกันอาจเป็นอีกกลไกที่ช่วยควบคุมการเบิกจ่ายบางส่วน

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการมองว่า การใช้ประกันเอกชนเข้ามาทดแทนระบบเดิมทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีต้นทุนบริหารจัดการ และบริษัทประกันต้องประเมินความเสี่ยงของผู้เอาประกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้รับบำนาญ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคซับซ้อน ซึ่งมีโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าประชากรทั่วไป ส่งผลให้เบี้ยประกันที่รัฐต้องจ่ายอาจสูงตามไปด้วย

 

ดังนั้น การซื้อประกันจึงไม่ได้หมายความว่ารัฐจะประหยัดงบประมาณได้โดยอัตโนมัติ เพราะเบี้ยประกันต้องรวมทั้งต้นทุนความเสี่ยงและค่าบริหารจัดการของบริษัทประกัน สิ่งที่ต้องประเมินให้ชัดคือ ค่าใช้จ่ายรวมของระบบประกันเมื่อเทียบกับระบบเบิกจ่ายเดิม รวมถึงขอบเขตความคุ้มครอง วงเงินรักษา และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินในกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าวงเงินประกัน เพื่อไม่ให้ภาระดังกล่าวตกอยู่กับข้าราชการและครอบครัว

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายมาเป็นการซื้อประกัน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ารูปแบบใหม่จะช่วยลดภาระงบประมาณได้จริงเพียงใด โดยไม่ลดสิทธิประโยชน์หรือทำให้ผู้มีสิทธิต้องควักเงินจ่ายค่ารักษาเพิ่ม เพราะการประหยัดงบประมาณต้องไม่แลกกับคุณภาพการรักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว

 

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ตามมติที่ประชุม ก.พ. ซึ่งมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงาน คปภ. ศึกษาการนำระบบประกันสุขภาพมาเป็นทางเลือกทดแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเดิม โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสรุปผลการศึกษา
 

ข่าวล่าสุด

นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ ชู AI–Robotics ยกระดับการผลิต

นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ ชู AI–Robotics ยกระดับการผลิต