
เอกนิติ เร่งปฏิรูปศก. ดึงทุนนอก 4.4 หมื่นล.ดอลลาร์ สู้ 4 มรสุมโลก ผนึกอาเซียนลดเสี่ยง
เอกนิติ เตือนเศรษฐกิจไทยฝ่า 4 แรงกระแทกโลก ชี้ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างรับทุนต่างชาติ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมผนึกอาเซียนขยายการค้าลดความเปราะบางของภูมิภาค
KEY
POINTS
- ไทยเผชิญ 4 มรสุมเศรษฐกิจโลก ได้แก่ ราคาพลังงานสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยขาขึ้น และ AI จึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือ
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทย
- ผนึกความร่วมมือกับอาเซียนเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ผ่านการขยายการค้าภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
บนเวที การประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 วันที่ 4 ซึ่งไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีเสวนาในหัวข้อ “Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ว่า ไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่กำลังเผชิญพายุเศรษฐกิจ 4 ลูก ได้แก่ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI
มรสุม 4 ลูก เขย่าเศรษฐกิจไทย
มรสุมลูกแรกคือ ราคาพลังงานแพง จากการที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ทำให้ต้นทุนพลังงานส่งผลต่อทั้งค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
ลูกที่สองคือ ความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ เมื่อบริษัททั่วโลกกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตใหม่ไม่ทันก็เสี่ยงเสียโอกาส
ลูกที่สามคือ แรงกดดันจากดอกเบี้ยโลก โดยนายเอกนิติระบุว่า วินัยการคลังของไทยช่วยรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 2.3% ซึ่งเป็นปัจจัยช่วยรองรับความผันผวนด้านต้นทุนทางการเงิน
ส่วนลูกที่สี่คือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ประเทศที่เชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน AI มีโอกาสเติบโต ขณะที่ประเทศและธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นายเอกนิติกล่าวว่า การรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอ ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ และช่วยให้ประชาชนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถรับแรงกระแทกจำกัด
“ไทยยังได้เปรียบจากการรักษาวินัยการคลัง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทรงตัวต่ำ ช่วยให้เรารับมือแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินได้ดีกว่าหลายประเทศ เราต้องทำให้เรือลำเล็กของเราแข็งแกร่งพอที่จะต้านแรงลมได้ ด้วยการรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่เสถียรภาพไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เรายังต้องปฏิรูปโครงสร้าง และที่สำคัญที่สุดคือเปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นโอกาส”
ผนึกอาเซียนลดความเสี่ยงจากภายนอก
อีกแนวทางสำคัญคือ การเพิ่มความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยนายเอกนิติชี้ว่า การค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 22% เทียบกับสหภาพยุโรปที่ 60% สะท้อนโอกาสขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 700 ล้านคน
“เราต้องทำงานร่วมกันให้มากขึ้น เพื่อใช้ความหลากหลายของอาเซียนเป็นจุดแข็งในการรับมือกับแรงกระแทก ทั้งโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมระบบชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกภูมิภาคอย่างยั่งยืน”
ตัวอย่างความร่วมมือ ได้แก่ โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ที่เชื่อมโยงแหล่งพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว กับประเทศในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน QR ข้ามพรมแดน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้าเจรจาการค้ากับตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป โดยยึดมั่นในกติกาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก
ทุน 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ต้องถึงมือคนไทย
สำหรับโอกาสจากการย้ายฐานลงทุน นายเอกนิติเปิดเผยว่า ช่วงครึ่งแรกของปี มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 47% อยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์แห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การดึงเงินลงทุนเข้าประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และเปิดทางให้ SMEs ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการ Skill Bridge เชื่อมโยงบริษัทต่างชาติกับมหาวิทยาลัยและบุคลากรไทย เพื่อพัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ควบคู่กับการลดขั้นตอนราชการและเร่งอนุมัติใบอนุญาตลงทุน โดยนายเอกนิติระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส
“การลงทุนใหม่เปรียบเหมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดประตูให้กว้างที่สุด เพื่อให้คนไทยและธุรกิจไทยขึ้นไปบนขบวนรถไฟนี้ได้มากที่สุด”
นายเอกนิติย้ำว่า การสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นต้องทำควบคู่กันทั้งการรักษาเสถียรภาพ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และยกระดับศักยภาพประชาชน เพื่อให้ไทยไม่เพียงรับมือกับแรงกระแทกจากโลก แต่ยังสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว







