
ไทย เปิดแผนยกระดับ ศก.ไทย ชู AI เพิ่มผลิตภาพ ดึง FDI เชื่อมซัพพลายเชนโลก
เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องปรับยุทธศาสตร์รับโลกเปลี่ยน เร่งใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ ยกระดับทักษะแรงงาน ดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก
KEY
POINTS
- เสนอแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้
- ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Economies)
- สร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายใต้หัวข้อ "Thailand Special Seminar: Bangkok 1991 - 2026 Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth" ว่า ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเปิดโอกาสใหม่และสร้างการเติบโตในระยะยาว
ในอดีตประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมีแรงงานจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้การพึ่งพากำลังแรงงานในรูปแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
โดยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระลอกใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่
“กลยุทธ์ต่อไปในการยกระดับเศรษฐกิจไทยและการทะยานขึ้นครั้งใหม่ เราจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่เรื่องผลิตภาพ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพ และมุ่งเน้นเรื่องทุนมนุษย์ แต่เราก็ยังจำเป็นต้องเปิดรับและใช้ประโยชน์จากการลงทุนที่จะเข้ามายังประเทศไทยในฐานะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศระลอกที่สองในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยพยายามเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก” นายเอกนิติกล่าว
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือ New Economies เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตใหม่ได้
ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Up-skill) และการฝึกทักษะใหม่ (Re-skill) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงรองรับความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
นายเอกนิติย้ำว่า การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไทยต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤตซ้ำรอยในอดีต พร้อมเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ และพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการเปลี่ยนจากการเติบโตที่อาศัยแรงงานและการลงทุนเป็นหลัก ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผลิตภาพ และทักษะของคน ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนคุณภาพและกระจายประโยชน์จากการลงทุนไปสู่ผู้ประกอบการไทยให้มากขึ้น







