posttoday
ไทย เปิดแผนยกระดับ ศก.ไทย ชู AI เพิ่มผลิตภาพ ดึง FDI เชื่อมซัพพลายเชนโลก

ไทย เปิดแผนยกระดับ ศก.ไทย ชู AI เพิ่มผลิตภาพ ดึง FDI เชื่อมซัพพลายเชนโลก

13 ตุลาคม 2569

เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องปรับยุทธศาสตร์รับโลกเปลี่ยน เร่งใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ ยกระดับทักษะแรงงาน ดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก

KEY

POINTS

  • เสนอแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้
  • ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Economies)
  • สร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายใต้หัวข้อ "Thailand Special Seminar: Bangkok 1991 - 2026 Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth" ว่า ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเปิดโอกาสใหม่และสร้างการเติบโตในระยะยาว

 

ในอดีตประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยมีแรงงานจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้การพึ่งพากำลังแรงงานในรูปแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
 

โดยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระลอกใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

 

“กลยุทธ์ต่อไปในการยกระดับเศรษฐกิจไทยและการทะยานขึ้นครั้งใหม่ เราจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่เรื่องผลิตภาพ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพ และมุ่งเน้นเรื่องทุนมนุษย์ แต่เราก็ยังจำเป็นต้องเปิดรับและใช้ประโยชน์จากการลงทุนที่จะเข้ามายังประเทศไทยในฐานะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศระลอกที่สองในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยพยายามเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก” นายเอกนิติกล่าว


 

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือ New Economies เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตใหม่ได้

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Up-skill) และการฝึกทักษะใหม่ (Re-skill) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงรองรับความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

 

นายเอกนิติย้ำว่า การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไทยต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤตซ้ำรอยในอดีต พร้อมเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ และพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการเปลี่ยนจากการเติบโตที่อาศัยแรงงานและการลงทุนเป็นหลัก ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผลิตภาพ และทักษะของคน ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนคุณภาพและกระจายประโยชน์จากการลงทุนไปสู่ผู้ประกอบการไทยให้มากขึ้น
 

ข่าวล่าสุด

เอกนิติ ปลื้ม IMF ชมไทยจัดงานดีที่สุด คนร่วมแตะ 2 หมื่น เร่งลงทุนดันศก.โต 3% พลัส

เอกนิติ ปลื้ม IMF ชมไทยจัดงานดีที่สุด คนร่วมแตะ 2 หมื่น เร่งลงทุนดันศก.โต 3% พลัส