
เอกนิติ ชูไทยสะพานเชื่อมโลก เร่งค้าอาเซียน-ยุโรป IMF เตือนโลกแตกแยกฉุด GDP วูบ 7%
เอกนิติ ชี้โลกแตกแยกยิ่งต้องร่วมมือ เร่งเพิ่มการค้าอาเซียนที่มีสัดส่วนเพียง 22% เทียบยุโรป 60% ด้าน IMF เตือนโลกแตกแยกอาจทำ GDP เสียหายสูงถึง 7%
KEY
POINTS
- นายเอกนิติเสนอให้ไทยทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" (Trusted Connector) ระหว่างประเทศมหาอำนาจกับเศรษฐกิจขนาดเล็ก ท่ามกลางความขัดแย้งของเศรษฐกิจโลก
- ไทยจะยึดมั่นในกฎกติกาและระเบียบสากล เพื่อฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้ว่าประเทศมหาอำนาจบางแห่งจะลดความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าว
- เป้าหมายของการเป็นสะพานเชื่อมคือเพื่อสร้างความร่วมมือ เพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ภายใต้หัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้หลายประเทศปรับแนวทางจากการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ มาเป็นการสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติบางส่วนยังเติบโตได้ดี ขณะที่ประเทศขนาดเล็กและธุรกิจรายย่อยเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว
ชูไทยเป็นสะพานเชื่อม ฟื้นกติกาโลก
นายเอกนิติระบุว่า ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางสามารถมีบทบาทเป็นตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) ระหว่างมหาอำนาจกับประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก รวมถึงเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอาเซียนกับภูมิภาคอื่น โดยยึดมั่นในกติกาสากล แม้ประเทศมหาอำนาจบางแห่งเริ่มลดความเชื่อมั่นในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
“เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูกฎกติกาและระเบียบโลกกลับมาให้ได้ เพราะเราเชื่อมั่นในระเบียบระหว่างประเทศและระบบที่ยึดกติกาเป็นหลัก แม้ว่าประเทศใหญ่ ๆ จะไม่เชื่อมั่นในระบบนี้ก็ตาม โดยไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือ เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”
หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การเพิ่มการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 22% ของการค้าทั้งหมด เทียบกับยุโรปที่มีสัดส่วน 60% สะท้อนว่ายังมีโอกาสขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศสมาชิกได้อีกมาก
นอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว อาเซียนควรเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ร่วมกัน พร้อมเตรียมแรงงานให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงขยายความร่วมมือกับภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป ผ่านการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
นายเอกนิติยกตัวอย่างความร่วมมือด้านพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยสามารถทำหน้าที่เชื่อมประเทศที่มีทรัพยากรพลังงาน เช่น สปป.ลาว กับศูนย์กลางความต้องการใช้พลังงานอย่างสิงคโปร์ เพื่อให้แต่ละประเทศใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความต้องการที่แตกต่างกันได้
อย่างไรก็ตาม การสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลกต้องเริ่มจากความไว้วางใจภายในประเทศด้วย ไทยจึงต้องทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่งผลดีต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น โครงการ Skill Bridge
นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า "แม้คนอื่นกำลังสร้างกำแพง แต่เรากำลังสร้างสะพานข้ามกำแพง” เพื่อสะท้อนแนวทางของไทยที่เลือกเชื่อมโยงและสร้างความร่วมมือ แทนการแยกตัวออกจากกัน
IMF เตือนโลกแตกแยก ต้นทุนอาจพุ่งถึง 7% ของ GDP
ด้าน นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า ความแตกแยกทางเศรษฐกิจอาจทำให้ GDP โลกเสียหายสูงถึง 7% โดยต้นทุนจากการลดความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงโอกาสการเติบโตที่สูญเสียไปด้วย
ความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานซ้ำซ้อน เมื่อแต่ละประเทศพัฒนาระบบหรือแก้ปัญหาในเรื่องเดียวกันโดยขาดการประสานงาน ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนที่ลดลงยังอาจทำให้การวิจัยและนวัตกรรมล่าช้า รวมถึงบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างประเทศ
"การรับมือกับความไม่แน่นอนไม่ควรหมายถึงการปิดประเทศหรือพยายามผลิตสินค้าทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ควรเน้นกระจายความเสี่ยง ทั้งตลาดการค้า แหล่งพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน และอยากให้มีความกล้าหาญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้มีความเข้มแข็ง ผ่านการดูแลวินัยการคลัง ควบคุมเงินเฟ้อ และดำเนินนโยบายการเงินอย่างเหมาะสม"
ผลการศึกษาของ IMF ระบุว่า หากเอเชียลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี จะช่วยเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้ 1.8% สะท้อนว่าการลดข้อจำกัดทางการค้าและการเชื่อมโยงตลาดยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโต แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความแตกแยกมากขึ้น
ธนาคารโลกชี้การค้าโลกเปลี่ยน ดึงทุนหนุนตลาดเกิดใหม่
นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า รูปแบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง โดยประเทศกำลังพัฒนาค้าขายระหว่างกันมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 50% ขณะเดียวกัน การระดมทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจนมีมูลค่า 112,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนโอกาสในการดึงเงินทุนเข้าสู่เศรษฐกิจที่ต้องการการลงทุน
นายบังกามองว่า ประเทศกำลังพัฒนามีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก แต่ยังขาดโอกาสในการทำงานและเติบโตในประเทศของตนเอง การเปิดรับแรงงานทักษะและเชื่อมโยงบุคลากรกับตลาดโลกโดยยึดความสามารถเป็นหลัก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่
ฟินแลนด์เตือนประเทศเล็กเสี่ยงเสียเปรียบ
ด้านนางรีกกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ กล่าวว่า การเชื่อมโยงเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ฟินแลนด์เติบโต แต่เมื่อประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
นางปูร์ราเห็นว่า ประเทศขนาดเล็กยังสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จได้ หากพัฒนาความสามารถในการรับมือความเสี่ยงอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม นโยบายบางด้านของสหภาพยุโรป เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมและการจัดซื้อร่วมที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศขนาดใหญ่ อาจทำให้การแข่งขันบิดเบือนและลดโอกาสของประเทศขนาดเล็ก
มุมมองจากไทย IMF ธนาคารโลก และฟินแลนด์สะท้อนโจทย์ร่วมของเศรษฐกิจโลกว่า การสร้างความมั่นคงไม่จำเป็นต้องแลกกับการตัดขาดจากกัน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ การกระจายความเสี่ยง และการสร้างโอกาสให้ประเทศและประชาชนได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง







