
เอกชนหันระดมทุนต่างประเทศ ฉุดยอดออกหุ้นกู้ปี 69 เสี่ยงหลุดเป้า 8.8 แสนล้าน
ThaiBMA คาดยอดออกหุ้นกู้ปี 69 เสี่ยงพลาดเป้าปีนี้ 8.8 แสนล้านบาท หลังยอดช่วง 9 เดือนแรก ชะลอตัว 1.6% เหตุแบงก์เงินสดล้น-หันระดมทุนต่างประเทศ ส่วนอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ไม่มีแผนขยายโครงการใหม่
KEY
POINTS
- ThaiBMA คาดยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนปี 2569 เสี่ยงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกทำได้ 6.29 แสนล้านบาท ลดลง 1.6% จากปีก่อน
- สาเหตุหลักเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์หันไปออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ในต่างประเทศ ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกมีการระดมทุนไปแล้วกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท
- บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีสภาพคล่องในมือสูง ทำให้เลือกที่จะไม่ออกหุ้นกู้ชุดใหม่ทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด (Rollover) เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ยอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวในปี 2569 อาจจะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 880,000-900,000 ล้านบาท หลังจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาว อยู่ที่ 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาว อยู่ที่ 640,002 ล้านบาท
โดยยอดออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (IG) อยู่ที่ 593, 418 ล้านบาท ลดลง 1.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดออกหุ้นกู้กลุ่ม High Yield (HY) อยู่ที่ 36,244 ล้านบาท ลดลง 8.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (Energy), การเงิน (Finance) และอสังหาริมทรัพย์ (Property)
ทั้งนี้ สาเหตุที่ยอดออกหุ้นกู้ภาคเอกชนปี 2569 มีโอกาศต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูง มีเงินสดและสภาพคล่องในมือสูง เช่น PTT มีหุ้นกู้ครบกำหนด 15,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ออกชุดใหม่ทดแทน เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่
ด้านธนาคารพาณิชย์ที่มีสภาพคล่องสูง มีเงินสดจำนวนมาก ทำให้เลือกที่จะไม่ออกหุ้นกู้ทดแทนหุ้นกู้ครบกำหนด (Rollover) นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทขนาดใหญ่หันไปออกหุ้นกู้ต่างประเทศสกุลดอลลาร์ เพื่อสร้าง Benchmark ขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และเสนอตราสารหนี้ด้อยสิทธินับเป็นเงินกองทุน
โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทเอกชนไทยไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ มูลค่ารวม 86,090 ล้านบาท ได้แก่ KBANK มูลค่า 26,700 ล้านบาท, BBL มูลค่า 24,683 ล้านบาท, ADVANC มูลค่า 31,208 ล้านบาท และ TIDLOR มูลค่า 3,498 ล้านบาท
ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ ชะลอการเปิดโครงการใหม่ ตามสภาพตลาดที่ฟื้นตัวช้า จึงลดความต้องการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ลงตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4/2569 มีหุ้นกู้ครบกำหนด จำนวน 172 ,751 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (IG) 93% และ หุ้นกู้กลุ่ม High Yield (HY) 7%
“หากนำยอดออกหุ้นกู้ในต่างประเทศของภาคเอกชนไทยประมาณ 80,000 ล้านบาท มารวมกับยอดระดมทุนในประเทศ ยอดรวมการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปีนี้ก็จะอยู่ที่ราว 880,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้”
จับตาฟันด์โฟลว์ไตรมาส 4/69 ยังไหลออก
สำหรับภาพรวม 9 เดือนแรก ปี 2569 เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้สุทธิป 9,210 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาส 3 มีเงินไหลออกสุทธิ 39,309 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก เนื่องจากความไวต่อความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลก
แม้ตราสารระยะสั้นจะถูกขายออก แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อและถือครองตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 10 ปี) เพิ่มขึ้นเป็น 270,000 ล้านบาท ทำให้อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8.35 ปี
ส่วนแนวโน้มเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกจากตลาดตราสารหนี้ในไตรมาส 4/2569 ประเมินว่ายังมีความผันผวนและคาดเดาได้ยาก เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากในไตรมาส 4 ยังมีแรงขายไหลออกเพิ่มเติม คาดว่าจะไม่มีนัยสำคัญมากนัก
การจะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มค่าเงินบาทเป็นสำคัญ หากค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น ก็มีโอกาสดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามา
ด้านปัจจัยพื้นฐานทางการเงินและการคลังของไทยยังมั่นคง มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก อีกทั้งตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในดัชนีตราสารหนี้โลก โดยปัจจุบันต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมประมาณ 900,000 ล้านบาท (คิดเป็นไม่ถึง 5% ของมูลค่าตลาดรวม) จึงประเมินว่าหากมีเงินไหลออกจะเป็นเพียงชั่วคราวและมีแนวโน้มไหลกลับเข้ามาในที่สุด
ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ไทย-สหรัฐฯ กว้างขึ้น
นางสาวอริยา ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) รุ่นอายุ 2 ปี ของไทยและสหรัฐฯ มีส่วนต่างกว้างขึ้นจนเกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีส่วนต่างห่างกันถึงประมาณ 3.5%
ส่วน Bond Yield รุ่นอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 5% จากความวิตกเรื่องเงินเฟ้อและแนวนโยบายดอกเบี้ยสูงยาวนาน ในขณะที่ Bond Yield รุ่นอายุ 10 ปี ของไทย ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 2.37% ส่งผลให้ส่วนต่างกว้างขึ้นเกือบ 3%
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ ThaiBMA พบว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ไทยและสหรัฐฯ ไม่ได้ผูกติดกันแน่นเหมือนในอดีต โดยหาก Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1% (100 bps) จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับขึ้นเพียงประมาณ 0.43% (43 bps) เท่านั้น
ดังนั้นแม้ Bond Yield ต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนการระดมทุนของเอกชนไทยไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรง เนื่องจากส่วนต่างความเสี่ยงหุ้นกู้เอกชน (Credit Spread) ของไทยปรับตัวลงมาอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี ประกอบกับสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังมีอยู่สูง
น้ำท่วมกระทบหุ้นกู้อสังหาฯ จำกัด
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมแม้อาจสร้างแรงกดดันต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง แต่คาดว่าจะไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้ชะลอการเปิดโครงการใหม่และลดปริมาณการออกหุ้นกู้ลงเรื่อย ๆ ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
โดยยอดคงค้างหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ปรับลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2566 ที่ประมาณ 5.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 11.1% ของตลาดหุ้นกู้เอกชนทั้งหมด มาอยู่ที่ประมาณ 4.3 แสนล้านบาท ในปัจจุบัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 9.8% และยอดคงค้างหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ในกลุ่ม High Yield ลดลงอย่างชัดเจน จากเกือบ 1.5 แสนล้านบาท ในปี 2566 เหลือเพียงประมาณกว่า 90,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน
เปิดตัว “Bond Buddy” ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านข้อมูลตราสารหนี้
ขณะเดียกัน ในวันนี้ (7 ต.ค.2569) ThaiBMA เปิดตัว "Bond Buddy" AI Chatbot ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการให้บริการข้อมูลและตอบคำถามเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้และบริการต่าง ๆ ของ ThaiBMA โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน ผู้ร่วมตลาด และ ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้
การเข้าถึงข้อมูลการลงทุนในตราสารหนี้อาจซับซ้อนสำหรับผู้เริ่มต้น ประกอบกับปริมาณข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล ThaiBMA จึงใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา "Bond Buddy" ให้เป็น "ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านข้อมูลตราสารหนี้" ที่ตอบโจทย์ผู้ร่วมตลาดทุกกลุ่ม โดยมีจุดเด่นสำคัญดังนี้
การเชื่อมต่อฐานข้อมูล ThaiBMA แบบ Real-time: ทำให้สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับตราสารหนี้ได้อย่างแม่นยำ เชื่อถือได้ และเป็นปัจจุบัน
ระบบ Multi-Agent ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน: ประกอบด้วย 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ด้านข้อมูลตราสารหนี้ ครอบคลุมข้อมูลและความรู้พื้นฐานตราสารหนี้ สภาวะตลาด สถิติสำคัญ อัตราผลตอบแทน ตราสารหนี้ออกใหม่/ปัจจุบัน เครื่องหมายเตือน ตลอดจนข่าวสารล่าสุด 2. ด้านกิจกรรมและบริการ ให้ข้อมูลการอบรม สัมมนา และบริการต่างๆ ของ ThaiBMA
มาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกันความคลาดเคลื่อนของข้อมูล (Guardrails): มีกระบวนการตรวจสอบทั้งก่อนและหลังการประมวลผลของ AI เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการคาดเดาข้อมูล (Hallucination) พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาและไม่มีนโยบายให้คำแนะนำการลงทุน
รูปแบบการใช้งานที่เป็นมิตรและเข้าใจง่าย: ระบบได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจภาษาธรรมชาติ ช่วยทลายกำแพงทางภาษาด้านการลงทุน (User Literacy) สามารถแปลงศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อนให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย โดยเปิดให้บริการในรูปแบบ Public Access ผ่านหน้าเว็บไซต์ ThaiBMA หรือ ผ่าน Application Mebond ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องล็อคอิน
“การเปิดให้บริการ “Bond Buddy” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ ThaiBMA ในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของตลาดตราสารหนี้ไทย ทำให้ผู้ร่วมตลาดสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ”







