
TDRI เปิดต้นทุนแฝงน้ำท่วม กระทบเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่นลงทุน
TDRI ชี้ความเสียหายน้ำท่วมไม่ได้จบแค่ตัวเลข 1.2 หมื่นล้านบาท แต่มีต้นทุนแฝงจากความเชื่อมั่นและความเสี่ยงลงทุน แนะรัฐยกระดับระบบจัดการน้ำรองรับภัยระยะยาว
KEY
POINTS
- TDRI ชี้ว่าต้นทุนน้ำท่วมที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินได้ทันที แต่รวมถึง "ต้นทุนแฝง" จากความเสี่ยงที่ทำให้ต้องทบทวนความปลอดภัยของพื้นที่เศรษฐกิจ
- ความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนป้องกันความเสี่ยงสูงขึ้น และอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ที่ระบบป้องกันไม่เพียงพอ
- ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ยังทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้จากปัญหาการเดินทางของพนักงาน การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม คำถามที่ตามมาคือเศรษฐกิจเสียหายกี่พันหรือกี่หมื่นล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สำคัญต่อการประเมินสถานการณ์และออกมาตรการช่วยเหลือ แต่ความเสียหายบางส่วนไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด โดยเฉพาะเมื่อประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต้องกลับมาทบทวนว่า พื้นที่ที่เคยเชื่อว่าปลอดภัยยังสามารถอยู่อาศัยและทำธุรกิจได้อย่างมั่นใจหรือไม่
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยไทยลงทุนมานานในคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ แต่การป้องกันน้ำจากภายนอกกับการระบายน้ำฝนภายในเมืองเป็นโจทย์ที่ต้องจัดการควบคู่กัน
มหาอุทกภัยปี 2554 เป็นบทเรียนว่า แม้ใจกลางกรุงเทพฯ บางส่วนจะรอดจากน้ำท่วม แต่ความเสียหายในพื้นที่อื่นสามารถกระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศและห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศได้ โดยธนาคารโลกประเมินความเสียหายและความสูญเสียครั้งนั้นประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท
ความเสียหายที่เห็น ยังไม่ใช่ทั้งหมด
สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ และปริมณฑลล่าสุด สะท้อนข้อจำกัดของระบบระบายน้ำ เมื่อฝนตกต่อเนื่องจนปริมาณน้ำสะสมเกินขีดความสามารถในการระบาย กระทบทั้งการเดินทาง การทำงาน และชีวิตประจำวัน จนรัฐบาลกำหนดวันที่ 28-29 กันยายนนี้ เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ
ด้านศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมิน ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ว่า อุทกภัยช่วงวันที่ 25–29 กันยายน ในกรุงเทพฯ และอีก 26 จังหวัด สร้างความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกรณีฐาน 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี โดยมีกรอบ 5,896–20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริงและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอาจต้องทบทวนหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
“แม้ตัวเลขจะต่ำกว่า 0.1% ของ GDP แต่ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบเล็กน้อย เพราะยังไม่รวมความเสียหายต่อบ้าน รถยนต์ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่กรุงเทพฯ มีความเสียหายกรณีฐาน 7,014 ล้านบาท หรือราว 57% ของทั้งหมด ผู้ประกอบการรายเล็กและครัวเรือนที่มีเงินสำรองจำกัดอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องจากการหยุดกิจกรรมเพียงไม่กี่วัน”
ต้นทุนแฝงจากน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ดร.นณริฏ มองว่าสำคัญกว่าตัวเลขระยะสั้น คือ “ต้นทุนแฝง” จากความเสี่ยงที่ทำให้ต้องทบทวนความปลอดภัยของพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากฝนหนักในพื้นที่เอง และอาจรุนแรงขึ้นเมื่อระดับน้ำในคลองหรือแม่น้ำสูงจนระบายออกได้ยาก
จึงต้องทบทวนว่าระบบป้องกันและระบายน้ำรองรับเหตุรุนแรงได้เพียงใด เพราะแม้มีคันกั้นน้ำ แต่หากน้ำฝนภายในระบายไม่ได้หรือระบบสูบน้ำทำงานไม่เต็มที่ พื้นที่ที่เคยมองว่าปลอดภัยก็ยังได้รับผลกระทบได้ ขณะที่การขยายตัวของเมืองและการกระจุกตัวของทรัพย์สินทำให้ความเสียหายมีมูลค่าสูงขึ้น
กระทบความมั่นใจลงทุน
ในมิติการลงทุน แม้ภูมิศาสตร์ไทยอาจลดความเสี่ยงจากพายุที่ขึ้นฝั่งโดยตรง แต่ไม่ได้รับประกันความปลอดภัยจากฝนตกหนักหรือตกต่อเนื่อง หากระบบระบายน้ำรองรับไม่ไหว พื้นที่เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบได้ ธนาคารโลกเคยชี้ว่า กรุงเทพฯ และอุตสาหกรรมส่งออกโดยรอบยังเปราะบางต่อน้ำท่วม ดังนั้นการเลือกทำเลลงทุน รวมถึง EEC ควรพิจารณาความเสี่ยงและความพร้อมของระบบเป็นรายพื้นที่
ความเสี่ยงดังกล่าวยังเพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจ ทั้งค่าป้องกัน ระบบสำรอง ประกันภัย และเงินทุนรองรับการหยุดดำเนินงาน ที่สำคัญคือความไม่แน่นอนว่าจะหยุดนานเพียงใดและฟื้นตัวเมื่อไร ซึ่งอาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจลงทุน
น้ำไม่ท่วม แต่ธุรกิจก็หยุดชะงักได้
โรงงานอาจไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ผลิตไม่ได้หากพนักงานเดินทางมาไม่ถึง ถนนขนส่งถูกตัดขาด หรือซัพพลายเออร์หยุดกิจการ เช่นเดียวกับ Data Center ที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และเครือข่ายสื่อสาร จึงสะท้อนว่าความพร้อมของพื้นที่โดยรอบมีความสำคัญไม่แพ้แนวป้องกันของอาคาร
รัฐต้องรับมือให้ครบวงจร
ภาครัฐจึงต้องจัดการทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัย ตั้งแต่ปรับแผนที่ความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งน้ำหลากและฝนหนัก เชื่อมผังเมืองกับทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ดูแลท่อ คลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ ไปจนถึงการเตือนภัยและประสานงานระหว่างกรุงเทพฯ จังหวัดข้างเคียง และหน่วยงานด้านน้ำ
หลังเกิดภัย ต้องเร่งฟื้นฟูสาธารณูปโภคและการเดินทาง ช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจที่ขาดสภาพคล่อง และนำบทเรียนไปแก้จุดอ่อนของระบบ ไม่ใช่เพียงซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม หากเงื่อนไขเดิมยังทำให้เกิดความเสียหายซ้ำ
ต้นทุนจริงไม่ได้จบเมื่อน้ำลด
ท้ายที่สุด ต้นทุนที่แท้จริงของน้ำท่วมไม่ได้มีเพียงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที แต่รวมถึงความเชื่อมั่นและต้นทุนความเสี่ยงที่ติดอยู่กับพื้นที่แม้น้ำจะลดแล้ว การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นทั้งการลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถรับมือ รักษาบริการสำคัญ และฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ







