
กบข.จับมือ 3 พันธมิตร สร้างภูมิคุ้มกัน สกัดภัยออนไลน์ ดูแลเงินเกษียณ 1.2 ล้านคน
ศรพล เลขาธิการ กบข. เดินหน้าป้องกันภัยการเงินออนไลน์เชิงรุก ผนึก 3 หน่วยงาน เสริมความรู้และเครื่องมือให้สมาชิกคัดกรองสาย-ข้อความเสี่ยง รู้ทันกลโกง พร้อมปกป้องเงินเกษียณ
KEY
POINTS
- กบข. ร่วมมือกับ 3 พันธมิตร ได้แก่ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก, Whoscall และ NITMX เพื่อป้องกันภัยออนไลน์เชิงรุกให้กับสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน
- มอบเครื่องมือป้องกันและให้ความรู้แก่สมาชิก โดยแจกสิทธิ์ Whoscall Premium Basic ฟรี 6 เดือน และพัฒนาหลักสูตร E-learning เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกง
- วางแผนทำงานร่วมกับ NITMX เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมการเงินในการศึกษารูปแบบของมิจฉาชีพ และนำมาสื่อสารเตือนภัยแก่สมาชิกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันภัยออนไลน์เปลี่ยนรูปแบบเร็วขึ้น จากการโทรศัพท์ หรือ ส่งข้อความหลอกลวงแบบเดิม ไปสู่การใช้ข้อมูลส่วนตัว เทคโนโลยี และเครื่องมือดิจิทัลสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้การป้องกันไม่สามารถรอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงติดตามแก้ไขได้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จึงขยับจากการทำงาน เชิงรับ สู่การป้องกัน เชิงรุก ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญคนละด้าน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิก กบข.กว่า 1.2 ล้านคน
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระบุว่า ความร่วมมือกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Whoscall และบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX เป็นการรวมพลังของหลายหน่วยงาน เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกและประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
เป้าหมายสำคัญคือ เปลี่ยนจากการรอรับเรื่องเมื่อเกิดปัญหา มาเป็นการป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการสร้างทั้งเครื่องมือและความรู้ให้สมาชิกสามารถดูแลตัวเองและรู้เท่าทันกลโกงได้มากขึ้น
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Whoscall และบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้สมาชิก โดยเน้นให้รู้จักสังเกต ตั้งคำถาม และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงิน
“ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงการให้ข้อมูล แต่ยังครอบคลุมทั้ง ความรู้ และ เครื่องมือ โดย กบข.จะนำองค์ความรู้จากแต่ละหน่วยงานมาพัฒนาเป็นหลักสูตร E-learning และสื่อให้สมาชิกเรียนรู้ผ่านช่องทางของ กบข. รวมถึงนำกรณีศึกษาการหลอกลวงมาถอดเป็นบทเรียน เพื่อให้สมาชิกเห็นรูปแบบการหลอกลวงที่เกิดขึ้นจริงและรู้ว่าควรรับมืออย่างไร”
ขณะเดียวกัน Whoscall สนับสนุนสิทธิ์ “Whoscall Premium Basic” จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ์ ระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าสมาชิก กบข.ในปัจจุบัน โดยสมาชิกสามารถรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน กบข. เพื่อนำไปใช้ตรวจสอบและคัดกรองสายโทรศัพท์หรือ SMS ที่มีความเสี่ยง
ในมุมของ กบข. เครื่องมือดังกล่าวเข้ามาเสริมการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า สมาชิกจะสามารถฝากความปลอดภัยไว้กับเทคโนโลยีทั้งหมด เพราะรูปแบบการหลอกลวงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ดร.ศรพล กล่าวว่า กบข.มองการทำงานครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเชิงรุก และจำเป็นต้องพัฒนาต่อเนื่องให้ทันกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพ
“ผมว่า วันนี้เป็น beginning ที่เราทำงานในเชิง Proactive มากขึ้น เป็นการรวมพลัง รวมมิตรเพื่อป้องกันปัญหาของมิจฉาชีพที่เราเห็นมาเรื่อย ๆ แน่นอนว่ามิจฉาชีพก็มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ เราเองในฐานะเครือข่ายที่ร่วมมือกันทำ ก็ต้องมีการพัฒนาด้วยเช่นกัน”
อีกส่วนสำคัญ คือ การนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อดูรูปแบบความเสี่ยง โดย กบข.มีแนวคิดทำงานร่วมกับ “NITMX” เพื่อศึกษารูปแบบการโอนเงินและธุรกรรมที่อาจบ่งชี้ความเสี่ยงของบัญชีรับเงิน ซึ่งจะช่วยให้เห็นรูปแบบการหลอกลวงได้เร็วขึ้น และนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาเป็นความรู้เพื่อสื่อสารกับสมาชิก
ส่วนสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะยกระดับสู่การป้องกันภัยทางการเงินเชิงรุก เน้นให้สมาชิกตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ และช่วยปกป้องเงินออมที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน
แนวทางนี้ของ กบข.สะท้อนว่าการป้องกันภัยไม่ได้มีเพียง ปลายทาง หลังเกิดความเสียหาย แต่ต้องพยายามมองหา สัญญาณ ตั้งแต่ ต้นทาง และนำข้อมูลที่พบกลับมาสื่อสารให้ประชาชนรู้เท่าทันรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ
สำหรับสมาชิก สิ่งที่ได้จากความร่วมมือจึงมีทั้งองค์ความรู้และเครื่องมือ โดยสามารถนำความรู้ไปใช้สังเกตกลโกง และใช้เครื่องมือช่วยคัดกรองสายหรือข้อความที่น่าสงสัย แต่หลักสำคัญยังคงเป็นการตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจทางการเงิน
โดยเฉพาะเมื่อพบ 3 สัญญาณสำคัญ ได้แก่ เร่งให้ตัดสินใจ อ้างเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือเสนอผลประโยชน์ที่ดูดีเกินจริง สิ่งที่ควรทำ คือ หยุด! การสนทนา ไม่โอนเงิน และตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อผ่านช่องทางทางการด้วยตัวเอง
ดร.ศรพล ย้ำว่า เทคโนโลยีช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต้องเกิดจากความรู้ของสมาชิกควบคู่กันไป เพราะเมื่อรูปแบบการหลอกลวงเปลี่ยน เครื่องมือก็ต้องพัฒนา และสมาชิกเองก็ต้องเพิ่มความรู้ให้ทันเช่นกัน
ภารกิจของ กบข.จึงไม่ใช่เพียงการดูแลเงินออมเพื่อวัยเกษียณ แต่รวมถึงการสร้างความรู้และเครื่องมือให้สมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน ให้รู้เท่าทันความเสี่ยง และ ดูแลเงินของตัวเองได้
โดยความร่วมมือกับ 3 พันธมิตรครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลสมาชิก ครอบคลุมทั้ง การออม การลงทุน และความปลอดภัยทางการเงิน เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ว่า กบข.พร้อมดูแลความมั่นคงทางการเงินของสมาชิกในทุกช่วงชีวิต







