
กบข.ชวนสมาชิก สร้าง “ต่อมเอ๊ะ” ก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ สูญเงินเกษียณ
ศรพล ชี้ภัยออนไลน์เปลี่ยนเร็ว เงินเกษียณเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องดูแล กบข. จึงเร่งสร้างภูมิคุ้มกันสมาชิก ให้ “คิดก่อนโอน ตรวจสอบก่อนเชื่อ” ป้องกันตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
KEY
POINTS
- กบข. แสดงความห่วงใยสมาชิกโดยเฉพาะผู้เกษียณอายุที่อาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลวงจนสูญเสียเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิต
- รณรงค์ให้สมาชิกสร้าง “ต่อมเอ๊ะ” เพื่อให้เกิดการฉุกคิด ตั้งคำถาม และสงสัยไว้ก่อนตัดสินใจโอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อเจอข้อเสนอที่ดีเกินจริง
- แนะแนวทาง “หยุด-สงสัย-ตรวจสอบ” โดยเน้นย้ำว่าสมาชิกคือด่านป้องกันที่สำคัญที่สุดในการปกป้องเงินเกษียณของตนเอง
การมีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณอาจไม่ใช่โจทย์สุดท้ายของความมั่นคงทางการเงิน เพราะเมื่อถึงวันที่ได้รับเงินก้อนที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน การรักษาเงินก้อนดังกล่าวให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงรอบตัวก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในยุคที่รูปแบบการหลอกลวงทางออนไลน์พัฒนาเร็ว และเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนได้มากขึ้น
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า บทบาทของ กบข.ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมให้สมาชิกมีเงินเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ แต่ต้องการดูแลสมาชิกในระยะยาว ทั้งช่วงที่ยังรับราชการ การออมและลงทุนเพื่อวัยเกษียณ รวมถึงการใช้เงินหลังเกษียณ
“เราก็อยากจะเป็น Lifetime Partner ให้กับสมาชิก กบข. ดูแลทั้งสมาชิกปัจจุบัน รวมถึงคนที่เกษียณไปแล้ว ทั้งเรื่องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ การลงทุน ออมต่อ และการใช้เงินในวัยเกษียณ เรื่องการถูกหลอกลวง เป็นเรื่องที่เราเห็นในสื่อหลากหลายว่า สมาชิกบางท่าน รวมถึงประชาชนในวงกว้าง ถูกหลอกเอาเงินออกไป ซึ่งเป็นเงินที่เขาออมมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเราไม่อยากให้เกิดขึ้น”
สำหรับ กบข.ปัจจุบันยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีสมาชิกถูกหลอกจนเกิดความเสียหายทางการเงินโดยตรง แต่มีสมาชิกติดต่อสอบถามเข้ามา เช่น เว็บไซต์ที่พบเป็นเว็บไซต์จริง หรือเว็บไซต์ปลอม สะท้อนว่า การป้องกันภัยไม่ควรรอจนเกิดความเสียหายแล้วจึงแก้ไข
โดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกที่เข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงที่อาจมีเงินก้อนจากการออมตลอดชีวิตการทำงาน กบข.จึงเร่งให้ความสำคัญกับ การสร้างความรู้ และทักษะเพื่อให้สมาชิกสามารถป้องกันตัวเองได้ ขณะที่ในปี 2569 มีข้าราชการเกษียณประมาณ 16,000 คน และเงิน กบข.ที่ได้รับเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อคน
ดร.ศรพลย้ำว่า ภัยหลอกลวงไม่ได้จำกัดอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และรูปแบบการหลอกลวงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการโทรศัพท์ ข้อความ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ขณะที่ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่ออาจถูกนำมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้การแยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องหลอกทำได้ยากขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่ กบข.ต้องการสร้างให้เกิดขึ้นกับสมาชิกไม่ใช่เพียงความรู้ทางการเงิน แต่รวมถึง “ต่อมเอ๊ะ” หรือการหยุดคิดและตั้งคำถามก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง หรือ ถูกเร่งให้โอนเงินภายในเวลาจำกัด
ดร.ศรพลให้หลักง่าย ๆ ว่า หากข้อเสนอใดดูดีเกินจริง ควรหยุดคิดก่อน และต้องตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือก่อนโอนเงิน เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีหรือระบบช่วยตรวจจับความเสี่ยง แต่ด่านสำคัญที่สุดยังคงเป็นตัวสมาชิกเอง
“ท้ายที่สุดแล้ว ด่านสำคัญที่สุดคือตัวสมาชิกเอง ต้องมีการตั้งคำถาม มีต่อมเอ๊ะ ตั้งคำถามว่า ถ้าอะไรที่มันดูดีเกินจริง หรือมีอะไรที่เริ่มน่าสงสัย ให้ตั้งคำถามไว้ก่อน แล้วตรวจสอบข้อมูลที่น่าเชื่อถือก่อนที่จะโอนเงินทุกครั้ง”
แนวทางดังกล่าวทำให้การดูแลสมาชิกของ กบข.ขยายจากเรื่อง “มีเงินพอใช้หลังเกษียณ” ไปสู่การ “รักษาเงินให้ปลอดภัย” หลังจากเกษียณด้วย เพราะเงินก้อนที่เกิดจากการออมมาตลอดชีวิตอาจสูญเสียได้ในเวลาไม่นาน หากตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเชื่อคำกล่าวอ้างของมิจฉาชีพโดยไม่ตรวจสอบ
นอกจากการสร้างความรู้แล้ว กบข.ยังเดินหน้าสื่อสารกับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสื่อออนไลน์และการพบปะสมาชิกในพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยรูปแบบใหม่และกระตุ้นให้สมาชิกตระหนักถึงความเสี่ยงอยู่เสมอ
สำหรับสมาชิก สิ่งสำคัญที่ทำได้ทันทีคือ “หยุด-สงสัย-ตรวจสอบ” หากมีคนติดต่อให้โอนเงิน อย่ารีบเชื่อแม้อีกฝ่ายจะรู้ข้อมูลส่วนตัว และอย่าตัดสินใจเพราะถูกเร่ง หรือ กดดัน ควรตรวจสอบผ่านช่องทาง “ทางการ” ทุกครั้ง
เงินเกษียณเป็นเงินที่สะสมมานานหลายสิบปี การปกป้องเงินก้อนนี้จึงเริ่มได้ง่ายๆ เพียงหยุดคิดและตรวจสอบให้แน่ใจก่อนโอน เพื่อไม่ให้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตต้องตกเป็นของมิจฉาชีพ







