
กทม.เดินหน้าทำคลอดรถไฟฟ้าโมโนเรล
อาจจะกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร เป็นความฝันของผู้ว่าฯกทม.ทุกยุคทุกสมัย....
อาจจะกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร เป็นความฝันของผู้ว่าฯกทม.ทุกยุคทุกสมัย....
โดย- ชลธิชา เหลิมทอง
อาจจะกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นความฝันของผู้ว่าฯกทม.ทุกยุคทุกสมัย ผู้ว่าฯทุกคนจึงได้ผลักดันระบบขนส่งมวลชนเข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถราง รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Mono rail) หรือ โมโนเรล รวมถึงการสร้างช่องทางพิเศษสำหรับเดินรถเพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรถไฟฟ้าโมโนเรลที่มีการศึกษาแนวเส้นทางแล้วตั้งแต่ปี 2540 ในยุคนายพิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กทม. ผ่านมากว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่มีรูปธรรมเกิดขึ้น
ล่าสุด ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ก็ได้นำนโยบายนี้มาปัดฝุ่นโครงการสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง โดยแสดงทีท่ามุ่งมั่นว่าก่อนหมดวาระในปี 2555 จะต้องปักเสาเข็มโมโมเรลให้ได้ และได้เดินทางไปศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวถึงประเทศมาเลเซีย และสิงค์โปร์มาแล้ว
ผู้ว่าฯกทม.ให้เหตุผลถึงจำเป็นที่จะต้องมีรถไฟฟ้าโมโนเรลว่า เพื่อให้เป็นระบบที่ป้อนผู้โดยสารจากพื้นที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก อาทิ ถนนพระราม 4 คลองตัน อ่อนนุช พระราม 9 ศรีนครินทร์ เข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ทั้งบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน เนื่องจากระบบดังกล่าวใช้พื้นที่น้อยอาจจะไม่ต้องมีการเวนคืนที่ดิน ที่สำคัญมีการลงทุนต่ำกว่าระบบรถไฟฟ้าขนาดหนัก (Heavy rail) หรือบีทีเอสที่ราคาสูงถึงกิโลเมตรละ 3,000 ล้านบาท
ขณะที่ระบบโมโนเรลลงทุนเฉลี่ยแค่กิโลเมตรละ 1,300 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้รถโมโนเรลมีลักษณะคล้ายรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ขนาดเล็กกว่า มีความกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยมีทั้งระบบล้อยางและล้อเหล็ก สามารถสร้างได้ทั้งแบบ ลอยฟ้า หรือบนดินแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ได้ด้วย
อย่างไรก็ตามคำถามก็คือ โครงการนี้จะเริ่มต้นได้เมื่อใด คำตอบที่ได้จากผู้ว่าฯกทม.กลับยังไม่ชัดเจน โดยบอกแต่ว่า การก่อสร้างต้องศึกษาเส้นทางที่คุ้มทุนมากที่สุด ทำให้มีคำถามว่าถึงที่สุดแล้ว รถโมโนเรลจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และอะไรคืออุปสรรคและปัญหาของโครงการนี้
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ที่รับผิดชอบเรื่องการขนส่งระบบจราจร ขยายความในเรื่องนี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้ก็คือ ความไม่มีเอกภาพไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการบริหารงานระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่น หรือหน่วยงานด้วยกันเอง เช่น กทม. กับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานรับผิดชอบตรงไหนอย่างไร
รวมถึงยังมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในนัยของพรรคร่วมรัฐบาลที่อาจจะไม่ให้เห็นด้วย แต่ถ้าทั้งหมดต้องมีการเจรจาคุยกัน เพราะอย่าลืมว่าผลประโยชน์เหล่านี้ตกเป็นของประชาชนทั้งสิ้น ฉะนั้นต้องไม่ใช่แย่งกันหรือเกี่ยงกันทำ แต่ต้องช่วยกันผลักดันให้โครงการนี้เกิดให้ได้ ส่วนจะใช้บริษัทใดในการก่อสร้างถือว่าไม่มีปัญหา แต่ขอให้มีการแข่งขัน และขอให้ระบบขนส่งแบบโมโนเรลเกิดขึ้นได้ก่อนเท่านั้น
รองผู้ว่าฯธีรชน บอกว่า นอกจากนี้ กทม.ต้องก้าวข้ามความกลัวการเปลี่ยนแปลง อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนไม่เช่นนั้นจะไม่มีการพัฒนา หรือพัฒนาช้ามากเหมือนกับการสร้างส่วนต่อขยายรถจากสะพานตากสินมาวงเวียนใหญ่ 2.2 กม.ที่ใช้เวลาถึง 10 ปี ต้องผ่านผู้ว่าฯกทม.ถึง 4 คน เหตุที่เนินนานขนาดนี้ก็เพราะที่ผ่านมามีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากพรรคตรงกันข้าม
แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้ว่าฯและนายกฯมาพรรคเดียวกัน อีกทั้งหากระบบราชการมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เชื่อว่าคงมีการขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้และประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน ทั้งนี้รถไฟโมโนเรลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการเปิดใช้มาแล้วในนานาประเทศกว่า 40 ปี จึงต้องข้ามจุดนี้ไปให้ได้ เพราะกทม.ต้องมีการพัฒนาระบบขนส่งอีกเป็นร้อยกิโลเมตร
“โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอยู่แล้ว เห็นได้จากวันเปิดบีทีเอสครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีคนใช้ 1.2 แสนคนต่อวัน แต่วันนี้เพิ่มเป็น 5 แสนคน ถ้าระบบสมบูรณ์น่าจะรับคนได้เป็นล้านคนต่อวัน อย่างน้อยรถบนถนนน่าจะน้อยลง การจราจรน่าจะคล่องตัวมากขึ้น”
สำหรับค่าบริการจะต้องคิดให้ถูกที่สุด อาจจะเริ่มที่ราคารถเมล์ปรับอากาศ (12 บาท) ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ได้กำไรจากระบบขนส่งมวลชน เพราะถือว่าเป็นการบริการประชาน ส่วนการดำเนินโครงการนั้นสามารถให้เอกชนสามารถร่วมทุนได้ โดยเริ่มจาก กทม.ลงทุน และเอกชนมารับสัมปทานเพื่อขยายงานต่อยอดและคืนเงินลงทุนมาให้กทม.
ทั้งนี้ความคืบหน้าล่าสุดของการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล รองผู้ว่าฯ ระบุว่า จากการศึกษาทั้ง 8 เส้นทาง พบว่าเส้นทาง 1.สายจุฬาฯ- สีลม - สามย่าน มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยเริ่มจากจุดเชื่อมต่อสถานีสยาม รถไฟฟ้าบีทีเอส ผ่านศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยจุฬาลงกรณ์ 12 (บรรทัดทอง) แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ไปยังสถานีสยาม รถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ทางจุฬาฯอยากให้ตัดผ่านถนนพญาไทมากกว่าถนนอังรีดูนังต์ เพื่อเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดินกับสถานีรถไฟฟ้าสยาม
ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางอีกครั้ง เส้นทางนี้มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 5,000 ล้าน เหตุที่เลือกตรงนี้เนื่องจากจุฬาฯ มีโครงการพัฒนาพื้นที่ 300 ไร่บริเวณบรรทัดทอง ดังนั้นจึงคิดว่าทางกทม.คงสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างอิสระ
ส่วนวงที่ 2 ของเส้นนี้สามารถวิ่งจากด้านทิศใต้ถนนพญาไท ผ่านจุฬาฯคอมเพล็กซ์ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังสภากาชาดไทย เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรวงศ์ เส้นนี้ยังไม่สามารถเข้าไปทำได้ เพราะจะกระทบการจราจรค่อนข้างมาก แม้จุฬาฯจะมีความพรัอมในการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงด้วย อีกทั้งอาจจะทำสกายวอล์ค จากสยามออกราชเทวีไปพันธุ์ทิพย์ได้ด้วย
เส้นที่ 2 จากศาลาว่าการ กทม. 2 - ถนนเพชรบุรี-หลานหลวง ระยะทาง 8.2 กม. งบประมาณ 1.95 หมื่นล้านบาท เป็นเส้นทางจากบริเวณตลาดสะพานขาว ตามถนนหลานหลวง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สถานีราชเทวี ผ่านย่านศูนย์การค้าประตูน้ำ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชปรารภ ตัดเข้าถนนมิตรไมตรี แล้ววิ่งเป็นวงรอบไปยังอาคารใหม่ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง เส้นทางนี้ก็ถือว่ามีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน
เส้นทางสุดท้าย จากแยกบางนา-สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 18.6 กม. งบประมาณ1.8 หมื่นล้านบาท เป็นแนวเส้นทางที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขนส่งมวลชนเพื่อรองรับการขนส่งมวลชนเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
โดย กทม.ต้องการผลักดันทั้ง 3 เส้นทาง คาดว่าภายในเดือนม.ค.ปี 2553 จะสามารถเสนอโครงการทั้งหมดต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อของบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งมาใช้ในการก่อสร้างต่อไปได้







