posttoday
สนค.เตือนส่งออกปรับตัว หลัง EU เข้มการจัดการบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต หลังใช้งาน

สนค.เตือนส่งออกปรับตัว หลัง EU เข้มการจัดการบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต หลังใช้งาน

17 กันยายน 2569

สนค.เผยสหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 12 ส.ค.69 กำหนดควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต

KEY

POINTS

  • สนค.เผยสหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ 12 ส.ค.69
  • กำหนดควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต จนถึงการจัดการหลังใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสีย เป็นขยะ นำกลับมาใช้ใหม่
  • แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออก ปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า สร้างแต้มต่อในการแข่งขัน ป้องกันส่งออกกระทบ

         

นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้นำในด้านนโยบายการค้าสิ่งแวดล้อม ภายใต้ข้อตกลงสีเขียวของยุโรป (European Green Deal) พบว่า ได้ยกระดับความเข้มงวดด้วยการประกาศใช้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40 (PPWR) ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์

 

ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ถือเป็นตัวอย่างของมาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ ที่นำประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวในการผลิตและส่งออกสินค้าให้มีความเหมาะสม เพื่อจำหน่ายในตลาดที่มีมูลค่าสูง

 

โดยผู้ส่งออกต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้า เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบรูปแบบใหม่ เข้าใจแนวโน้มตลาด และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้ารูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

สำหรับ PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation คือ กฎระเบียบของ EU สำหรับควบคุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบและการผลิตไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน

 

เป้าหมายหลัก คือ ทำให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายใน EU สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดของเสีย เพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้วัสดุที่สามารถเข้าสู่วงจรการผลิตใหม่ได้จริง แทนที่จะกลายเป็นขยะ

 

ตลอดจนกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมกลางแก่สินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาดของสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกและป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

 

 

PPWR จะมาแทนที่กฎหมายบรรจุภัณฑ์ฉบับเก่า และกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรปสำหรับควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยสุขภาพและลดการปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ อาทิ

 

1.การกำหนดปริมาณและความเข้มข้นของสารเคมีที่สุ่มเสี่ยง (Substances of Concern)

 

2.การจัดทำหลักเกณฑ์ตรวจสอบโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโครเมียม 

 

3.การห้ามใช้สารเคลือบกันซึมประเภท PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหารทุกประเภทโดยมาตรฐานดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับบรรจุภัณฑ์สินค้าทุกรูปแบบ ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไป อย่างกล่องกระดาษ ถุงพลาสติก พลาสติกห่อสินค้า

 

รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์รูปแบบอื่นที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย PPWR เช่น

 

1.บรรจุภัณฑ์บริการและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (Service and Disposable Packaging) อาทิ แก้วกระดาษ ถุงกระดาษ แผ่นฟอยล์อะลูมิเนียม

 

2.สิ่งของที่เป็นองค์ประกอบเสริมของสินค้า (Ancillary Elements) อาทิ ป้ายห้อยสินค้า สติกเกอร์ติดบนสินค้า สติกเกอร์ฉลากสินค้า อุปกรณ์ประคองสินค้า

 

3.บรรจุภัณฑ์ที่เป็นหน่วยเดียวกับสินค้า (Single-serve units) อาทิ ถุงชาเยื่อกระดาษ แคปซูลกาแฟ และแคปซูลสำหรับชงเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ

 

4.บรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งสินค้าในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce Packaging) เป็นต้น

 

ส่งผลให้กฎหมาย PPWR จึงเป็นกฎหมายควบคุมบรรจุภัณฑ์ทุกรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานสินค้าทั้ง บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับจัดจำหน่ายสินค้า บรรจุภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาสินค้า ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ในธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มในตลาดของสหภาพยุโรป

 

 

นายนันทพงษ์กล่าวว่า การบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากสหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกสำคัญต่อไทย

 

โดยการส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2568 มีมูลค่า 26,491.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.45% คิดเป็นสัดส่วน 7.79% ของการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2568 ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจาก สหรัฐฯ สัดส่วน 21.31% และจีน สัดส่วน 11.71% ตามลำดับ และในครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่อง 20%

 

ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงถือเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างการส่งออกของไทยที่กระจุกตัวในตลาดสหรัฐฯ และจีน อีกทั้งสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อไทยในระยะยาว

 

เนื่องจากเป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและแข่งขันตลาดในมูลค่าสูงได้อย่างทัดเทียมกับผู้ส่งออกในประเทศอื่น

 

“ระเบียบ PPWR ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องเร่งปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนสินค้าส่งออกให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ตรวจสอบการใช้สารเคมีและโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ปรับปรุงการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถขนส่งสะดวก

 

ตลอดจนปรับปรุงวัสดุในการผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายและสอดคล้องกับแนวทางที่สหภาพยุโรปกำหนด เพื่อลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการส่งออก รวมถึงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป” นายนันทพงษ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

La Marzocco Thailand เปิดตัว Showroom เป็นทางการ ปักหมุดบ้านหลังใหม่ของ Coffee Community

La Marzocco Thailand เปิดตัว Showroom เป็นทางการ ปักหมุดบ้านหลังใหม่ของ Coffee Community